ชาวสวนยางใช้เวลาว่างเพาะ ‘ลูกไก่ดำ’ ขายสร้างรายได้งาม


เกษตรกรชาวสวนยางพาราใช้เวลาว่างเพาะ ‘ลูกไก่ดำ’ ขายสร้างรายได้งาม มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและมีลูกค้ามาติกต่อขอซื้อตลอดทั้งปี
วันที่ 2 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าว จ.ตรัง รายงานว่า เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ใช้เวลาว่างจากกรีดยางพารา หันมาเพาะฟักลูกไก่ดำหลายสายพันธุ์ ทั้งไก่ดำที่มีสีดำตลอดตัว ไก่ดำหน้าดำขนสีขาวขาดำและไก่ดำพันธุ์ผสมพื้นเมือง
ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติครบ 8 อย่างคือปาก ลิ้น หน้า หงอน เล็บ แข้ง ขาและกระดูกดำ ซึ่งบางสายพันธุ์จะมีเลือดเป็นสีดำสนิทด้วย โดยเกษตรกรซื้อพ่อแม่พันธุ์มาในราคาตัวละ 1,000-1,200 บาท เลี้ยงไว้ประมาณ 3 ปีก็จะได้พ่อแม่พันธุ์รุ่นใหม่มาจำนวน 25 คู่ ปัจจุบันแม่ไก่จะออกไข่วันละ 15-20 ฟอง และนำไข่ไก่ที่ได้ไปฟักในตู้อบเป็นเวลา 19-21 วัน ลูกไก่ดำก็จะฟักออกเป็นตัว
โดยตัวที่มีอายุ 1 เดือนราคา 100 บาท อายุ 2 เดือนราคา 200 บาท ซึ่งขณะนี้มีลูกไก่ดำพร้อมจำหน่ายอยู่กว่า 120 ตัว โดยลูกไก่ดำอายุ 1 เดือนจะเลี้ยงต่อไปอีก 50-60 วันก็สามารถนำไปขายได้ ซึ่งไก่ดำมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รักษาอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย คอแห้งและปัสสาวะบ่อย
อีกทั้งยังสามารถนำไปตุ๋นยาจีนหรือทำเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด และมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ซื้อไปเพาะขยายพันธุ์เพื่อสร้างรายได้เสริมนอกเหนือจากการทำสวนยางพารา ด้านนางวิภา เครือทอง อายุ 49 ปีเกษตรกรเพาะเลี้ยงไก่ดำกล่าวว่า เริ่มเลี้ยงประมาณ 3 ปีแล้วเพื่อเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากการทำสวนยางพารา ซึ่งเป็นไก่ดำพันธุ์แท้มีพ่อแม่พันธุ์อยู่ที่ตัวละ 1,000-1,200 บาท มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและมีลูกค้ามาติกต่อขอซื้อตลอดทั้งปี
ที่มา https://news.mthai.com

ชาวสวนยางใช้เวลาว่างเพาะ ‘ลูกไก่ดำ’ ขายสร้างรายได้งาม

“หอยแครง” สัตว์เศรษฐกิจ 100 ล้าน!! เลี้ยงง่ายราคาดี 


หอยแครง" เป็นอาหารทะเลที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย สามารถประกอบอาหารได้หลายประเภท อีกทั้งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและโภชนาการ อาชีพ "เลี้ยงหอยแครง" เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ดีไม่แพ้อาชีพอื่นๆ หอยแครงเป็นหอยที่มีราคาขายค่อนข้างดี ในประเทศไทยได้มีการเลี้ยงขายมาเป็นเวลาร่วม 100 ปี
สำหรับประเทศพบไทย พบว่ามีการเลี้ยงหอยครั้งแรกที่ ต.บางพูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ในเนื้อที่ 5-10 ไร่ ต่อมาได้ขยายพื้นที่การเลี้ยงไปยังพื้นที่ใกล้เคียงและจังหวัดต่างๆ หนึ่งในบริเวณที่ชุกชุมมากคือชายฝั่งทะเล "จังหวัดสมุทรสงคราม" ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงหอยแครงที่สร้างมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี การเลี้ยงหอยแครงเป็นการดำเนินธุรกิจอย่างง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องดูแลและให้อาหาร จึงสามารถทำกำไรได้ 3-4 เท่าของเงินลงทุน 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ “หอยแครง” สัตว์เศรษฐกิจ 100 ล้าน!! เลี้ยงง่ายราคาดี กำไร 3 เท่าของเงินทุน

ปัจจุบันพื้นที่การเลี้ยงหอยแครงในจังหวัดสมุทรสงคราม เข้าสู่การเลี้ยงระบบพัฒนา เป็นการเลี้ยงหอยแครงแบบธุรกิจขนาดใหญ่ ในเนื้อที่ประมาณ 200-1,000 ไร่ต่อราย มีแนวกั้นแบ่งเขตของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยจะใช้ไม้เสาปักเพื่อบ่งบอกอาณาเขตห่างกันประมาณ 2 เมตรต่อ1 ต้น เพื่อล้อมรอบแปลงหอยแครงซึ่งจะชอบอยู่ในบริเวณน้ำกร่อยตามชายทะเล มีดินโคลนที่ไม่เหลวมากในระดับความลึกประมาณ 3 เมตร 

คุณมนัส แพทย์จะเกร็ง รองนายก อบต. ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หนึ่งในเจ้าของฟาร์มเลี้ยงหอยแครงรายใหญ่ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงหอยแครงมากว่า 50 ปี นับตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่ กล่าวถึงอาชีพต้นตระกูลว่า พื้นที่แถบนี้เป็นน้ำทะเลซึ่งอยู่ในอ่าว ก.ไก่ หรือ อ่าวแม่กลอง ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและอาชีพเลี้ยงหอยแครงเป็นหลัก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ “หอยแครง” สัตว์เศรษฐกิจ 100 ล้าน!! เลี้ยงง่ายราคาดี กำไร 3 เท่าของเงินทุน
ปัจจุบันที่นี่มีผู้ที่ทำอาชีพเลี้ยงหายแครงประมาณ 100 กว่าราย พื้นที่การเลี้ยงถูกกำหนดขอบเขตมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ โดยแบ่งเป็นล็อคๆ ด้วยการใช้ไม้เสาปักเพื่อสร้างการรับรู้ ตั้งแต่ดั้งเดิมรัฐบาลได้กำหนดให้แบ่งเขตการเลี้ยงหอยแครงคนละ 12 ไร่ จนมาถึงปัจจุบันบางรายก็ได้มีการขายสิทธิ์พื้นที่การเลี้ยงต่อให้กับผู้อื่น ส่วนฟาร์มของคุณมนัสมีพื้นที่เลี้ยงประมาณ 500 ไร่ ทั้งนี้การจับจองพื้นที่นั้นเจ้าของที่จะต้องจ่ายค่าน้ำ (เสียภาษีในเรื่องค่าเช่าพื้นที่) ให้กับรัฐบาลเดือนละ 80 บาทต่อไร่

สำหรับลูกหอยแครงที่นำมาเลี้ยงจะใช้หอยแครงขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว ผู้ประกอบการนิยมนำเข้าพันธุ์หอยแครงมาจากประเทศมาเลเซีย ราคาอยู่ที่ 100-200 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์หอยแครงน้ำหนัก 1 กิโลกรัมสามารถเพาะเลี้ยงหอยแครงได้ประมาณ 1 หมื่นตัว ระยะเวลาในการเลี้ยงหอยแครงเพื่อจำหน่ายมี 2 ระยะเวลา คือ หอยแครงที่เลี้ยงได้อายุประมาณ 7-8 เดือน ก็จะถูกย้ายแหล่งเลี้ยงไปอยู่ในวังกุ้งอีกประมาณ 7-8 เดือน จึงจะนำออกมาจำหน่าย 
ทั้งนี้ การย้ายแหล่งเลี้ยงมีผลดีในเรื่องความสมบูรณ์ของอาหารในการเลี้ยงหอยแครงเพื่อให้หอยแครงโตเต็มที่ 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยง“หอยแครง”

"เราจะจับหอยแครงขายทุกวัน วันละประมาณ 300 กิโลกรัมถึง 1 ตัน ถ้าเป็นหอยแครงขนาดใหญ่ ส่งราคา 50 -70 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าเป็นไซส์ขนาด 300 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาส่งอยู่ที่ 40 บาท รายได้จากการเลี้ยงหอยแครงจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับธรรมชาติสภาพแวดล้อมด้วย เช่น บางปีฟาร์มเลี้ยงหอยแครงมีน้ำจืดไหลลงทะเลมากเกินไป สูญเสียรายได้หลักสิบล้านไปเลยทีเดียว ถ้าปีไหนที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยง ปัจจุบันปริมาณการเลี้ยงหอยแครงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด การลงทุนใช้เงินประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี จะมีรายรับกลับคืนมาประมาณ 10-15 ล้านบาท" คุณมนัส กล่าวถึงรายได้

ที่มา http://money.sanook.com

“หอยแครง” สัตว์เศรษฐกิจ 100 ล้าน!! เลี้ยงง่ายราคาดี

ทำได้ไม่ยากอีกหนึ่งวิธีเลี้ยงกุ้งฝอย ส่งขายรายได้งาม



การเลี้ยง กุ้งฝอย นั้นไม่ยากเลย เพียงแต่เราต้องเตรียมสถานที่และอุปกรณ์เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมให้กุ้งฝอยได้อาศัยอยู่ อุปกรณ์ที่ควรมีในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

1.วงบ่อปูนซีเมนต์ ซึ่งถ้าเป็นปูนใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จเราควรที่จะนำเอาปูนขาวโรยในบ่อก่อนที่จะใส่น้ำและแช่น้ำไว้ประมาณ 10 ถึง 15 วันเพื่อลดความเป็นกรดเป็นด่างของปูนให้หมดไปเสียก่อน
2.ดิน นำดินที่เตรียมไว้รองก้นบ่อประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเตมร
3.พืชน้ำ อาทิ สาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาปลูกไว้ในบ่อควรเหลือพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึงน้ำในบ่อด้วย
4.สายยางฉีดน้ำ มีไว้ใช้บังคับให้น้ำไหลในบ่อ เพื่อให้กุ้งได้วางไว่ในธรรมชาติถ้าน้ำนิ่งๆกุ้งฝอยจะไม่วางไข่
5.ตะข่ายปิดปากบ่อเพื่อป้องกันศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ เขียด กบ งู เป็นต้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทำได้ไม่ยากอีกหนึ่งวิธีเลี้ยงกุ้งฝอย ส่งขายรายได้งาม


หลังจากเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็นำดินมาใส่ในบ่อวงซีเมนต์ที่เตรียมไว้โดยมีความสูงประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตรจากพื้นบ่อ หลังจากนั้นก็เติมน้ำเข้าไปพร้อมกับนำพืชน้ำมาปลูกด้วย ซึ่งพืชน้ำจะเป็นแหล่งหลบภัยของกุ้ง หลังจากนั้นก็ปล่อยกุ้งฝอยที่เตรียมมาลงไปในบ่อ ซึ่งในช่วงแรกที่ปล่อยกุ้งประมาณ 7 วัน เราไม่ควรที่จะให้อาหารเพราะต้องให้กุ้งปรับสภาพให้เข้ากับน้ำในบ่อเสียก่อน


ที่มา http://farm.onzorn.info

ทำได้ไม่ยากอีกหนึ่งวิธีเลี้ยงกุ้งฝอย ส่งขายรายได้งาม

การเพาะเลี้ยงปูนาทำเงินแสน ตลาดต้องการมาก และปูธรรมชาติเสี่ยงสารพิษ

ปูนาเป็น ปูน้ำจืดชนิดที่มีกระดองเป็นเปลือกแข็งหุ้มลำตัว กระดองมีลักษณะเป็นรูปไข่ ด้านหน้าโค้งมน กลมมีตา 2 ตา สามารถยกขึ้นลงไปมาในหลุมเบ้าตาได้ มีปาก อยู่ระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง เหนือเบ้าตา มีปุ่มเล็ก ๆ ข้างละปุ่ม กระดองตอนหน้าระหว่างขอบตาแคบ และขอบบนมีหนามงอกออกมา กระดองปูนามีสีน้ำตาลดำ หรือน้ำตาลม่วง มีขาเป็นคู่ รวม 5 คู่ คู่แรกเรียกว่าก้ามหนีบ ใช้ในการจับสัตว์ที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร



การเลี้ยงปูนานั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ แต่พบว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์นั้นจะมีข้อดีกว่าตรงที่สะดวกในการดูแลและ เก็บผลผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ปูขุดรูหนี บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงปูนั้น มี 2 ประเภท คือ บ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมหากผู้ที่สนใจต้องการทดลองเลี้ยงดูก่อนว่าสามารถ เลี้ยงปูได้หรือไม่ ก็ควรจะเลี้ยงในบ่อกลมก่อน บ่อกลมที่ว่าก็คือการนำท่อซีเมนต์ (ท่อที่ใช้ทำถังส้วม) มาเทปูนทางด้านล่างใส่ท่อพีวีซีทางด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งเพื่อสะดวกต่อการ ถ่ายน้ำ ใส่ดินลงไปและปลูกพืชน้ำ นำปูตัวผู้และปูตัวเมียมาปล่อยลงในบ่อ เลี้ยง บ่อละประมาณ 10-15 ตัว อย่าใส่ปูในบ่อมากนักเพราะปูจะกัดกันเอง 



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงปูนา

ปูตัวไหนที่ขาหลุด ก้ามหลุดให้เก็บออกเพราะว่าจะโดดปูตัวอื่นมารุมทำร้าย ส่วนบ่อสี่เหลี่ยมนั้น อาจใช้บ่อเก่าที่เคยเลี้ยงปลาหรือทำบ่อใหม่โดยการนำอิฐบล็อกมาก่อ กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1 เมตร หรืออาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่อย่าให้สูงมากเพราะจะไม่สะดวกในการดูและและเก็บผลผลิต ใส่ท่อระบายน้ำไปด้วยเพราะจะทำให้สะดวกในเรื่องของการดูแลทำความสะอาด 


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงปูนา

ในบ่อนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของปูโดยการนำเอาดินร่วนปนเหนียวหรือดินตาม ทุ่งนามาใส่ไว้ให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรของขอบบ่อและทำให้เอียงลง ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เป็นน้ำทำโดยลอกเลียนแบบตามสภาพธรรมชาติของแหล่งที่ อยู่ เช่นมีกอข้าวและพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการสังเกตการณ์การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์ นั้นพบว่าปูสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าไม่ใส่น้ำลงในบ่อ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงปูนา

ที่มา http://farm.onzorn.info


การเพาะเลี้ยงปูนาทำเงินแสน ตลาดต้องการมาก และปูธรรมชาติเสี่ยงสารพิษ

เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น



ชาวบ้าน อ.วังทอง จ.พิษณุโลก นิยมเลี้ยงมดแดงขายไข่เป็นจำนวนมาก ตามโครงการปิดทองหลังพร ะจากปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ สามารถสร้างรายได้กว่าหลักหมื่นต่อเดือน โดยเน้นหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำเนินในหลวง

  นายบุญชู ศิดสันเทียะ เจ้าของสวน กล่าวว่า ตนประสบความสำเร็จจากอาชีพเลี้ยงมดแดง เพราะโครงการปิดทองหลังพระ และเน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ได้ลงมือทำ ลองผิด ลองถูกจนประสบความสำเร็จ และนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับชาวบ้านที่สนใจ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น


    สำหรับวิธีการเลี้ยงมดแดงเพื่อขายไข่มีดังนี้

          นำเชือกมาผูกขึงกับต้นมะม่วง และมัดเชือกโยงให้ไปถึงกันทุกต้น จากนั้นเตรียมอาหารของมดแดง ประกอบไปด้วย ข้าวสุก เนื้อปลา นมผงเด็ก มาคลุกให้เข้ากัน แล้วนำไปหย่อนใส่ปากขวดพลาสติกที่ถูกตัดดัดแปลงเอาไว้เป็นภาชนะใส่อาหารติดกับต้นมะม่วง เมื่อฝูงมดแดงได้กลิ่นอาหารดังกล่าว ก็จะพากันเดินไต่เชือกมากินอาหารกัน  
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น
          เมื่อถึงช่วงผสมพันธุ์ของมดแดงตัวผู้และมดแดงตัวเมียจะตกไข่ออกมามีขนาดฟองที่ใหญ่มาก ช่วงนี้ควรหมั่นสังเกตรังมดแดง หากมีขนาดใหญ่ได้ที่ จึงใช้ไม้สอยรังลงมาไว้ที่พื้น รอให้มดแดงล่าถอยออกไป เหลือไว้แค่ไข่มดแดงเท่านั้น
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น
          นำไข่มดแดงมาขายได้กิโลกรัมละ 300 บาท ส่วนตัวมดแดงสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 250 บาท โดยไข่มดแดงจะมีพ่อค้าทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เดินทางมารับซื้อนำไปประกอบอาหาร ส่วนตัวมดแดง ทางโรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า จ.กาญจนบุรี จะรับซื้อไปเป็นอาหารสัตว์ของตัวสมเสร็จ หรือชะมดเช็ด สร้างรายได้ถึงเดือนละ 30,000 บาท
 ที่มา http://www.ชี้ช่องรวย.com

เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น

การเลี้ยงกบคอนโด คือการการเลี้ยงกบใน ยางรถยนต์นั้นเอง

การเลี้ยงกบคอนโด นับว่าเป็นช่องทางทำกินอีกช่องทางหนึ่ง ทีสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรชาวบ้านได้เป็นอย่างดี กบคอนโดมีมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์ประเภทอื่นเลย 



อย่างเช่น ปลา ผู้ที่มีอาชีพการเกษตรบางท่านอาจจะยังไม่รู้ หรือบุคลทั่วไป แม้แต่ชาวบ้านเราเองวันนี้ โอ้โห MakeMoneY ได้เอาวิธีการเลี้ยงกบคอนโดมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน และไม่จำเป็นจะต้องเป็นชาวเกษตรเท่านั้น ที่จะเลี้ยงกบนี้ได้ แต่บุคลทั่วไป ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ง่าย ๆ สบาย ๆ พื้นที่ใช้ในการเลี้ยงกบก็ไม่มาก สะดวกไม่ต้องขุดสระ สามารถเลี้ยงในบริเวณรอบ ๆบ้านได้เลย นับว่าเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับคุณเป็นอย่างดี ขั้นตอนแรก เรามาดูกันเลยว่าจะต้องเตรียมตัวกันอย่างไรบ้าง


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเลี้ยงกบคอนโด

วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงกบคอนโด

1. ยางรถ (ขนาดของยางรถต่อจำนวนกบที่เลี้ยง รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้100 ตัว,ขนาด รถ 10 ล้อ      เลี้ยงได้ 50 ตัว,ขนาด 6 ล้อ เลี้ยงได้ 30 ตัว,ขนาด 4 ล้อเลี้ยงได้ 20 ตัว)
2. ทรายหยาบ
3. ตะแกรง
4. กบพันธุ์
5. ปูนขาว
6. อาหารปลาดุก
7. ถาดวางอาหาร

วิธีการเลี้ยงกบคอนโด

1. เริ่มต้นด้วยการหาพื้นที่เลี้ยงกบ(แสงแดดส่องรำไร)
2. ใช้ทรายหยาบถมหนาประมาณ 6 นิ้ว
3. เสร็จแล้วให้ใช้ตะแกรงรองพื้น
4. แล้วเทหินเกล็ดทับตะแกรง หนาประมาณ 3 นิ้ว
5. วางคอนโด (ยางรถ 3 เส้น ซ้อนทับขั้นไป)
6. ปล่อยกบลงในยางรถ
7. นำตะแกรงปิดปากคอนโดของกบ ด้านบน เพื่อป้องกันกบกระโดดออกไป

อาหารกบและการให้อาหาร

1. ใช้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่ ให้กบกินทุกเช้า เย็น โดยวางอาหารไว้ในถาดด้านล่างคอนโด
2. อาหารเสริมเป็นผักบุ้งหั่นฝอย ให้กิน ทุก 2 วัน/ครั้ง
3. ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) ถ่ายน้ำทุก 3 วัน
4. ล้างหินและอุปกรณ์ให้สะอาด ล้างด้วยจุลินทรีย์ผลไม้
5. ใช้ไฟส่อง ล่อแมลงให้กบกิน เป็นอาหารเสริม
6. เลี้ยงไปประมาณ 20 วัน ให้แยกขนาดกบเล็ก-ใหญ่

พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง

กบที่ควรนำมาเลี้ยงเป็นกบคอนโด เป็นกบพันธุ์ โดยสามารถติดต่อซื้อได้ที่เกษตรกร โรงเรียนบ้านกาศประชานุเคราะห์ หรืออาจารย์นิคม จิตมณีธรรม เบอร์โทร.0-5462-0510หรือ 089-7572766 หรือหน่วยงานเกษตรจังหวัดของตนเอง

ระยะเวลาการเลี้ยงกบ

จะอยู่ที่ประมาณ 60 วันหรือมากน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลของเกษตรเอง โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงกบจะใช้เวลา 2 เดือนเท่านั้น

ข้อดีของการเลี้ยงกบคอนโด

1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
5. เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร


การเลี้ยงกบคอนโด คือการการเลี้ยงกบใน ยางรถยนต์นั้นเอง

อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน


‘เกษตรสร้างรายได้‘ ในวันนี้ MThai News ขอพาทุกท่านไปพบกับคุณอัมพร เกิดปรางค์ หรือคุณโต้ง อายุ 54 ปี อดีตเคยทำงานด้านกราฟฟิกให้กับบริษัทเอเจนซี่ชั้นนำ รวมถึงสถานีข่าวชื่อดัง เป็นมนุษย์เงินเดือนมากว่า 10 ปี ปัจจุบันเป็นเจ้าของ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด เมืองนนท์‘ ภายในซอยวัดขวัญเมือง ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี

อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน

โดยคุณโต้ง ได้เปิดเผยว่า เนื่องจากทำงานด้านกราฟฟิก ต้องใช้สายตาในการจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานตลอดทั้งวัน ทำให้เริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพประกอบกับอายุเริ่มมากขึ้นแล้ว จึงมีความคิดที่อยากจะออกมาทำธุรกิจส่วนตัวของตนเอง ซึ่งเดิมรุ่นพ่อ แม่ ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนทุเรียน จึงคิดที่อยากจะมาทำด้านการเกษตร เนื่องจากเป็นอาชีพที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ
จนมีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้ด้านการเกษตรอย่างจริงจัง ก่อนจะพุ่งเป้าไปที่การเลี้ยง ‘จิ้งหรีด’ ทันที เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีระยะเวลาในการเลี้ยงดูไม่มากนัก ใช้เวลาประมาณ 37 วันก็สามารถนำออกจำหน่ายได้แล้ว จึงศึกษาวิธีการเลี้ยง ‘จิ้งหรีด‘ โดยตระเวนไปตามฟาร์มเลี้ยงต่างๆ และมีโอกาสได้พบกับเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีด ที่ จ.สิงห์บุรี เป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งได้แนะนำให้คุณโต้งเลี้ยงจิ้งหรีดด้วย ‘ลังไม้’
คุณโต้ง เผยว่าการเลี้ยงจิ้งหรีดด้วย ‘ลังไม้‘ กับแบบ ‘บ่อปูน‘ มีความแตกต่างกันอย่างมาก ข้อดีขอลังไม้สามารถควบคุมอากาศได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถดูดซับกลิ่นที่มาจากขี้จิ้งหรีดได้ ไม่มีกลิ่นรบกวน แต่มีต้นทุนสูง ในส่วนของบ่อปูนจะมีราคาที่ต่ำกว่า แต่ข้อเสียคือไม่สามารถควบคุมอากาศได้ เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว หากภายในบ่อมีอากาศที่เย็นมากจนเกินไปจะทำให้จิ้งหรีดตายได้ และยังส่งผลไปถึงการวางไข่ที่น้อยลงอีกด้วย ที่ฟาร์มของคุณโต้งจึงใช้ลังไม้ในการเลี้ยงจิ้งหรีดมาโดยตลอด
โดยเริ่มลงมือทำฟาร์มอย่างจริงจังเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สำหรับสถานที่ที่เลี้ยงต้องโปร่ง มีอากาศถ่ายเท หลังจากนั้นก็ประกอบลังไม้ขึ้นมาขนาด กว้าง 120 เซนติเมตร ยาว 240 เซนติเมตร สูง 120 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานในการเลี้ยงจิ้งหรีด ใช้ไม้แบบ MDF หรือไม้กระดาษอัดมาเป็นวัสดุในการผลิตลังไม้ พร้อมกับติดสก็อตเทปไว้บริเวณขอบบนด้านในของลังไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งหรีดออกจากบ่อที่เลี้ยงไว้
อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน
เมื่อได้ลังไม้แล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องใช้ยาชีวภาพพ่นให้ทั่วลังไม้ เพื่อฆ่าเชื้อราและตัวไร ก่อนจะนำแผงไข่แบบกระดาษมือสอง ซึ่งไปรับซื้อมาจากฟาร์มไข่ไก่ ราคาอยู่ที่แผงละ 1 บาท มาเรียงแบบประกบ 2 เรียงให้ทั่วลังไม้ ก่อนจะใช้ยาชีวภาพพ่นให้ทั่วแผงไข่ เพื่อป้องกันเชื้อราและตัวไรอีกรอบหนึ่ง โดยขั้นตอนนี้คุณโต้งเน้นย้ำว่าควรทำแบบนี้ทุกครั้งที่จะนำไข่จิ้งหรีดลงสู่บ่อเลี้ยง เนื่องจากจิ้งหรีดเป็นแมลงที่อ่อนต่อโรค พร้อมใช้ถ้วยใส่น้ำรองไว้บริเวณขาของลังไม้ เพื่อป้องกันมดซึ่งเป็นศัตรูตัวสำคัญของจิ้งหรีด
ส่วนสายพันธุ์ของจิ้งหรีดที่นำมาใช้มี 2 ชนิดคือ ทองแดง และทองดำ สาเหตุที่ต้องเลี้ยงผสมกันนั้น คุณโต้งบอกว่าเนื่องจากสายพันธุ์ทองดำ มีนิสัยค่อนข้างดุร้าย และกัดกินพวกเดียวกันเอง แต่หากนำ 2 สายพันธุ์มาเลี้ยงรวมกัน การกัดกินกันเองจะเกิดขึ้นน้อย เมื่อได้ไข่ของจิ้งหรีดมาแล้วก็นำมาวางให้ทั่วลังไม้ จะใช้เวลาประมาณ 7 วันก็จะฟักออกมาเป็นตัว ขนาดเท่ามดตัวเล็กๆ
เมื่อฟักตัวแล้วอาหารจะให้เป็น ‘หยวกกล้วย’ โดยให้ครั้งเดียวและปล่อยให้หยวกกล้วยเน่าไปเอง หลังจากนั้นเปลี่ยนมาให้หัวอาหารแบบโปรตีน 21% จะมีส่วนประกอบพวกข้าวโพด ข้าวสาร ปลาป่น และรำ สาเหตุที่ต้องให้อาหารแบบโปรตีน 21% นั้น เนื่องมาจากจิ้งหรีดในช่วงเล็กจะมี 2 เพศ หัวอาหารดังกล่าวจะไปเร่งให้จิ้งหรีดส่วนใหญ่เป็นเพศเมีย ทำให้ส่งผลดีต่อจำนวนของจิ้งหรีดในอนาคต ยิ่งมีเพศเมียมากยิ่งส่งผลดี โดยจะให้ในช่วงเช้าเวลาเดียวพอเพียงจนถึงหัวค่ำ
อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน

ในเรื่องการให้น้ำถ้าเป็นช่วงจิ้งหรีดตัวเล็กๆ จะใช้ท่อ PVC เจาะรูและสอดไส้ตะเกียงไว้เป็นจุดๆ เพื่อไม่ให้จิ้งหรีดรุมกินน้ำอยู่ ณ จุดจุดเดียวกันมากจนเกินไป หากจิ้งหรีดตัวโตขึ้นมาแล้ว ใช้เป็นถาดน้ำ ใส่เศษผ้าและหินกรวดสะอาดไว้ในถาดด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งหรีดจมน้ำตาย
ถัดมาอีกประมาณ 35 วัน คราวนี้จิ้งหรีดตัวผู้จะเริ่มขัดปีกส่งเสียงดัง แสดงว่าเป็นช่วงที่ตัวเมียพร้อมวางไข่แล้ววิธีดูง่ายๆ คือตัวเมียจะมีพฤติกรรมใช้หางพยายามจิ้มที่หิน และให้ตรวจดูบริเวณใต้เศษผ้าที่วางรองไว้ในถาดน้ำ จะมีไข่ของจิ้งหรีดลักษณะจะคล้ายๆกับ เม็ดข้าวสาร
อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวในการเก็บไข่ ฟาร์มของคุณโต้งจะใช้ขุยมะพร้าวนำไปต้มเพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนจะนำไปตากให้แห้งแล้วนำมาใส่ไว้ในขัน ลังไม้ 1 ลังจะได้ประมาณ 25 ขัน หรือประมาณ 20 กิโลกรัม เมื่อจิ้งหรีดวางไข่หมดแล้ว ก็จะเก็บจิ้งหรีดเพื่อส่งขายต่อไป ขั้นตอนการเก็บไข่นั้นคุณโต้งบอกเทคนิคดีๆอีกว่าไม่ควรใช้ดิน เนื่องจากเราไม่อาจทราบได้เลยว่าภายในดินจะมีเชื้อโรคหรือไม่
ซึ่งการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อจำหน่ายนอกจากนำตัวจิ้งหรีด และไข่ ไปจำหน่ายได้แล้วนั้น สามารถนำขี้ของจิ้งหรีดไปจำหน่ายได้อีกด้วย โดยลังไม้ 1 ลังจะได้ประมาณ 30 กิโลกรัมขายได้ประมาณ 50 บาท
ส่วนราคาการจำหน่ายจิ้งหรีดขณะนี้จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาท หากเป็นช่วงฤดูหนาวราคาจิ้งหรีดจะขยับตัวสูงขึ้น ส่วนไข่จิ้งหรีดจะขายได้ตกขันละ 50 บาท ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นแม่ค้าที่ขายแมลงทอดโดยตรง โรงงานต่างๆ รวมถึงนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นเหยื่ออาหารให้กับสัตว์อาทิกิ้งก่า ปลามังกร เป็นต้น อีกทั้งยังมีการส่งทางไปรษณีย์ส่งแบบทั่วประเทศอีกด้วย รายได้ต่อเดือนจากการขายจิ้งหรีดเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท
อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน
แต่คุณโต้งยังต่อยอดการทำฟาร์มจิ้งหรีด ด้วยการแปรรูปเป็นจิ้งหรีดทอดทรงเครื่องต่างๆ อาทิรสเผ็ดมัน รสปาปริก้า รสสาหร่าย รสชีส จะบรรจุในแพ็กเกจขนาด 20 กรัม พร้อมออกแบบโลโก้ในแบบเฉพาะตัว โดยใช้ความรู้จากงานด้านกราฟฟิกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จำหน่ายในห่อละ 20 บาทเท่านั้น ผลตอบรับอยู่ในเกณฑ์ดีเลยทีเดียว ซึ่งการแปรรูปจิ้งหรีดยังเพิ่มมูลค่าได้ถึงเดือนละเกือบ 1 หมื่นบาท หากคิดรายได้จากการทำฟาร์มจิ้งหรีดของคุณโต้งรวมทุกช่องทางแล้วสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนประมาณ 40,000 – 50,000 บาท
ทั้งนี้ที่ฟาร์มของคุณโต้งยังทำชุดเลี้ยงจำหน่าย มีแบบชุดทดลองเลี้ยง และแบบชุดใหญ่ หากใครสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด หรือสนใจสั่งซื้อ สามารถติดต่อได้ที่ 094-428-2438 คุณโต้ง ฟาร์มจิ้งหรีด เมืองนนท์
ที่มา http://tddf.or.th

อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน

เกษตรกรเมืองช้าง เลี้ยง ‘หนูนา’ ในท่อซีเมนต์สร้างรายได้อย่างงาม


เกษตรกรเมืองช้าง เลี้ยง ‘หนูนา’ ในท่อซีเมนต์สร้างรายได้งาม โดยกำลังเป็นที่นิยมตลาดเปิบพิสดารอาหารรสแซ่บ

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ จัดโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำสื่อมวลชนประจำ จ.สุรินทร์ศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เมืองลีงโมเดล ต.เมืองลีง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งได้นำคณะสื่อมวลชนชมสวนเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรกรตัวอย่าง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงหนูนา

ซึ่งมีเกษตรหลายคนที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาปรับใช้ในพื้นที่ไร่นาสวนผสมของตัวเองจนประสบความสำเร็จพึ่งตนเองได้ และสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนผู้ที่สนใจมาศึกาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่สวนบ้านไร่พอเพียง ของ นายอุทัย บุญรอด และนางสุดารัตน์ บุญรอด เกษตรกรสองสามีภรรยา เลขที่ 200 ม.16 บ.หนองเล็กตาช้าง ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์

ที่นอกจากจะทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผัก ผลไม้ ผสมป่าไม้พรรณต่างๆ ในพื้นที่ 30 ไร่ ในรูปแบบเชิงวนเกษตรแล้ว ยังมีการเลี้ยงหนูนาขุนในท่อซีเมนต์ เพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าจับตามอง สามารถสร้างรายได้ดี โดยการเลี้ยงหนูนาขุนนั้นไม่ยากอย่างที่คิด สามารถขายได้ตัวละ 100 – 150 บาทเลยทีเดียว
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลี้ยงหนูนา
นายอุทัย กล่าวว่า การเลี้ยงหนูนา เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ไม่ต้องดูแลมากมาย เพียงแค่ใช้เวลาว่างจากการทำงานอื่น มาดูแลแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จ ตนเลี้ยงมาประมาณ 3 เดือนแล้ว ขั้นตอนเลี้ยงไม่ยุ่งยาก แค่เรามาให้น้ำให้อ่าหารแค่นั้นเอง โดยซื้อพันธุ์มาจาก จ.ขอนแก่น คู่ละ 600 บาท ได้ตัวเมีย 1 ตัวและตัวผู้ 1 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน ก็สามารถผสมพันธุ์ได้ ปีหนึ่งสามารถตกลูกได้ 3 ครั้ง หากเลี้ยงจนตัวใหญ่และมีจำนวนมากขึ้น ก็จะสามารถขายได้ตัวละ 100 บาท ส่วนใครที่สนใจจะซื้อพ่อแม่พันธุ์ไป จะขายในราคาคู่ละ 600 บาท เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อ สนใจ 098-9801664 นายอุทัย บุญรอด
ที่มา https://news.mthai.com/

เกษตรกรเมืองช้าง เลี้ยง ‘หนูนา’ ในท่อซีเมนต์สร้างรายได้อย่างงาม