ชาวสวนยางใช้เวลาว่างเพาะ ‘ลูกไก่ดำ’ ขายสร้างรายได้งาม

เกษตรกรชาวสวนยางพาราใช้เวลาว่างเพาะ ‘ลูกไก่ดำ’ ขายสร้างรายได้งาม มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและมีลูกค้ามาติกต่อขอซื้อตลอดทั้งปี
วันที่ 2 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าว จ.ตรัง รายงานว่า เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ใช้เวลาว่างจากกรีดยางพารา หันมาเพาะฟักลูกไก่ดำหลายสายพันธุ์ ทั้งไก่ดำที่มีสีดำตลอดตัว ไก่ดำหน้าดำขนสีขาวขาดำและไก่ดำพันธุ์ผสมพื้นเมือง
ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติครบ 8 อย่างคือปาก ลิ้น หน้า หงอน เล็บ แข้ง ขาและกระดูกดำ ซึ่งบางสายพันธุ์จะมีเลือดเป็นสีดำสนิทด้วย โดยเกษตรกรซื้อพ่อแม่พันธุ์มาในราคาตัวละ 1,000-1,200 บาท เลี้ยงไว้ประมาณ 3 ปีก็จะได้พ่อแม่พันธุ์รุ่นใหม่มาจำนวน 25 คู่ ปัจจุบันแม่ไก่จะออกไข่วันละ 15-20 ฟอง และนำไข่ไก่ที่ได้ไปฟักในตู้อบเป็นเวลา 19-21 วัน ลูกไก่ดำก็จะฟักออกเป็นตัว
โดยตัวที่มีอายุ 1 เดือนราคา 100 บาท อายุ 2 เดือนราคา 200 บาท ซึ่งขณะนี้มีลูกไก่ดำพร้อมจำหน่ายอยู่กว่า 120 ตัว โดยลูกไก่ดำอายุ 1 เดือนจะเลี้ยงต่อไปอีก 50-60 วันก็สามารถนำไปขายได้ ซึ่งไก่ดำมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รักษาอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย คอแห้งและปัสสาวะบ่อย
อีกทั้งยังสามารถนำไปตุ๋นยาจีนหรือทำเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด และมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ซื้อไปเพาะขยายพันธุ์เพื่อสร้างรายได้เสริมนอกเหนือจากการทำสวนยางพารา ด้านนางวิภา เครือทอง อายุ 49 ปีเกษตรกรเพาะเลี้ยงไก่ดำกล่าวว่า เริ่มเลี้ยงประมาณ 3 ปีแล้วเพื่อเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากการทำสวนยางพารา ซึ่งเป็นไก่ดำพันธุ์แท้มีพ่อแม่พันธุ์อยู่ที่ตัวละ 1,000-1,200 บาท มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและมีลูกค้ามาติกต่อขอซื้อตลอดทั้งปี
ที่มา https://news.mthai.com
ชาวสวนยางใช้เวลาว่างเพาะ ‘ลูกไก่ดำ’ ขายสร้างรายได้งาม
“หอยแครง” สัตว์เศรษฐกิจ 100 ล้าน!! เลี้ยงง่ายราคาดี
หอยแครง" เป็นอาหารทะเลที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย สามารถประกอบอาหารได้หลายประเภท อีกทั้งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและโภชนาการ อาชีพ "เลี้ยงหอยแครง" เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ดีไม่แพ้อาชีพอื่นๆ หอยแครงเป็นหอยที่มีราคาขายค่อนข้างดี ในประเทศไทยได้มีการเลี้ยงขายมาเป็นเวลาร่วม 100 ปี
สำหรับประเทศพบไทย พบว่ามีการเลี้ยงหอยครั้งแรกที่ ต.บางพูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ในเนื้อที่ 5-10 ไร่ ต่อมาได้ขยายพื้นที่การเลี้ยงไปยังพื้นที่ใกล้เคียงและจังหวัดต่างๆ หนึ่งในบริเวณที่ชุกชุมมากคือชายฝั่งทะเล "จังหวัดสมุทรสงคราม" ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงหอยแครงที่สร้างมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี การเลี้ยงหอยแครงเป็นการดำเนินธุรกิจอย่างง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องดูแลและให้อาหาร จึงสามารถทำกำไรได้ 3-4 เท่าของเงินลงทุน
ปัจจุบันพื้นที่การเลี้ยงหอยแครงในจังหวัดสมุทรสงคราม เข้าสู่การเลี้ยงระบบพัฒนา เป็นการเลี้ยงหอยแครงแบบธุรกิจขนาดใหญ่ ในเนื้อที่ประมาณ 200-1,000 ไร่ต่อราย มีแนวกั้นแบ่งเขตของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยจะใช้ไม้เสาปักเพื่อบ่งบอกอาณาเขตห่างกันประมาณ 2 เมตรต่อ1 ต้น เพื่อล้อมรอบแปลงหอยแครงซึ่งจะชอบอยู่ในบริเวณน้ำกร่อยตามชายทะเล มีดินโคลนที่ไม่เหลวมากในระดับความลึกประมาณ 3 เมตร
คุณมนัส แพทย์จะเกร็ง รองนายก อบต. ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หนึ่งในเจ้าของฟาร์มเลี้ยงหอยแครงรายใหญ่ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงหอยแครงมากว่า 50 ปี นับตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่ กล่าวถึงอาชีพต้นตระกูลว่า พื้นที่แถบนี้เป็นน้ำทะเลซึ่งอยู่ในอ่าว ก.ไก่ หรือ อ่าวแม่กลอง ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งและอาชีพเลี้ยงหอยแครงเป็นหลัก
ปัจจุบันที่นี่มีผู้ที่ทำอาชีพเลี้ยงหายแครงประมาณ 100 กว่าราย พื้นที่การเลี้ยงถูกกำหนดขอบเขตมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ โดยแบ่งเป็นล็อคๆ ด้วยการใช้ไม้เสาปักเพื่อสร้างการรับรู้ ตั้งแต่ดั้งเดิมรัฐบาลได้กำหนดให้แบ่งเขตการเลี้ยงหอยแครงคนละ 12 ไร่ จนมาถึงปัจจุบันบางรายก็ได้มีการขายสิทธิ์พื้นที่การเลี้ยงต่อให้กับผู้อื่น ส่วนฟาร์มของคุณมนัสมีพื้นที่เลี้ยงประมาณ 500 ไร่ ทั้งนี้การจับจองพื้นที่นั้นเจ้าของที่จะต้องจ่ายค่าน้ำ (เสียภาษีในเรื่องค่าเช่าพื้นที่) ให้กับรัฐบาลเดือนละ 80 บาทต่อไร่
สำหรับลูกหอยแครงที่นำมาเลี้ยงจะใช้หอยแครงขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว ผู้ประกอบการนิยมนำเข้าพันธุ์หอยแครงมาจากประเทศมาเลเซีย ราคาอยู่ที่ 100-200 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์หอยแครงน้ำหนัก 1 กิโลกรัมสามารถเพาะเลี้ยงหอยแครงได้ประมาณ 1 หมื่นตัว ระยะเวลาในการเลี้ยงหอยแครงเพื่อจำหน่ายมี 2 ระยะเวลา คือ หอยแครงที่เลี้ยงได้อายุประมาณ 7-8 เดือน ก็จะถูกย้ายแหล่งเลี้ยงไปอยู่ในวังกุ้งอีกประมาณ 7-8 เดือน จึงจะนำออกมาจำหน่าย
ทั้งนี้ การย้ายแหล่งเลี้ยงมีผลดีในเรื่องความสมบูรณ์ของอาหารในการเลี้ยงหอยแครงเพื่อให้หอยแครงโตเต็มที่
สำหรับลูกหอยแครงที่นำมาเลี้ยงจะใช้หอยแครงขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว ผู้ประกอบการนิยมนำเข้าพันธุ์หอยแครงมาจากประเทศมาเลเซีย ราคาอยู่ที่ 100-200 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์หอยแครงน้ำหนัก 1 กิโลกรัมสามารถเพาะเลี้ยงหอยแครงได้ประมาณ 1 หมื่นตัว ระยะเวลาในการเลี้ยงหอยแครงเพื่อจำหน่ายมี 2 ระยะเวลา คือ หอยแครงที่เลี้ยงได้อายุประมาณ 7-8 เดือน ก็จะถูกย้ายแหล่งเลี้ยงไปอยู่ในวังกุ้งอีกประมาณ 7-8 เดือน จึงจะนำออกมาจำหน่าย
ทั้งนี้ การย้ายแหล่งเลี้ยงมีผลดีในเรื่องความสมบูรณ์ของอาหารในการเลี้ยงหอยแครงเพื่อให้หอยแครงโตเต็มที่
"เราจะจับหอยแครงขายทุกวัน วันละประมาณ 300 กิโลกรัมถึง 1 ตัน ถ้าเป็นหอยแครงขนาดใหญ่ ส่งราคา 50 -70 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าเป็นไซส์ขนาด 300 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาส่งอยู่ที่ 40 บาท รายได้จากการเลี้ยงหอยแครงจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับธรรมชาติสภาพแวดล้อมด้วย เช่น บางปีฟาร์มเลี้ยงหอยแครงมีน้ำจืดไหลลงทะเลมากเกินไป สูญเสียรายได้หลักสิบล้านไปเลยทีเดียว ถ้าปีไหนที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยง ปัจจุบันปริมาณการเลี้ยงหอยแครงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด การลงทุนใช้เงินประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี จะมีรายรับกลับคืนมาประมาณ 10-15 ล้านบาท" คุณมนัส กล่าวถึงรายได้
ที่มา http://money.sanook.com
“หอยแครง” สัตว์เศรษฐกิจ 100 ล้าน!! เลี้ยงง่ายราคาดี
ทำได้ไม่ยากอีกหนึ่งวิธีเลี้ยงกุ้งฝอย ส่งขายรายได้งาม

การเลี้ยง กุ้งฝอย นั้นไม่ยากเลย เพียงแต่เราต้องเตรียมสถานที่และอุปกรณ์เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมให้กุ้งฝอยได้อาศัยอยู่ อุปกรณ์ที่ควรมีในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

1.วงบ่อปูนซีเมนต์ ซึ่งถ้าเป็นปูนใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จเราควรที่จะนำเอาปูนขาวโรยในบ่อก่อนที่จะใส่น้ำและแช่น้ำไว้ประมาณ 10 ถึง 15 วันเพื่อลดความเป็นกรดเป็นด่างของปูนให้หมดไปเสียก่อน
2.ดิน นำดินที่เตรียมไว้รองก้นบ่อประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเตมร
3.พืชน้ำ อาทิ สาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาปลูกไว้ในบ่อควรเหลือพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึงน้ำในบ่อด้วย
4.สายยางฉีดน้ำ มีไว้ใช้บังคับให้น้ำไหลในบ่อ เพื่อให้กุ้งได้วางไว่ในธรรมชาติถ้าน้ำนิ่งๆกุ้งฝอยจะไม่วางไข่
5.ตะข่ายปิดปากบ่อเพื่อป้องกันศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ เขียด กบ งู เป็นต้น

หลังจากเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็นำดินมาใส่ในบ่อวงซีเมนต์ที่เตรียมไว้โดยมีความสูงประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตรจากพื้นบ่อ หลังจากนั้นก็เติมน้ำเข้าไปพร้อมกับนำพืชน้ำมาปลูกด้วย ซึ่งพืชน้ำจะเป็นแหล่งหลบภัยของกุ้ง หลังจากนั้นก็ปล่อยกุ้งฝอยที่เตรียมมาลงไปในบ่อ ซึ่งในช่วงแรกที่ปล่อยกุ้งประมาณ 7 วัน เราไม่ควรที่จะให้อาหารเพราะต้องให้กุ้งปรับสภาพให้เข้ากับน้ำในบ่อเสียก่อน
ที่มา http://farm.onzorn.info
ทำได้ไม่ยากอีกหนึ่งวิธีเลี้ยงกุ้งฝอย ส่งขายรายได้งาม
การเพาะเลี้ยงปูนาทำเงินแสน ตลาดต้องการมาก และปูธรรมชาติเสี่ยงสารพิษ
ปูนาเป็น ปูน้ำจืดชนิดที่มีกระดองเป็นเปลือกแข็งหุ้มลำตัว กระดองมีลักษณะเป็นรูปไข่ ด้านหน้าโค้งมน กลมมีตา 2 ตา สามารถยกขึ้นลงไปมาในหลุมเบ้าตาได้ มีปาก อยู่ระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง เหนือเบ้าตา มีปุ่มเล็ก ๆ ข้างละปุ่ม กระดองตอนหน้าระหว่างขอบตาแคบ และขอบบนมีหนามงอกออกมา กระดองปูนามีสีน้ำตาลดำ หรือน้ำตาลม่วง มีขาเป็นคู่ รวม 5 คู่ คู่แรกเรียกว่าก้ามหนีบ ใช้ในการจับสัตว์ที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร

การเลี้ยงปูนานั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ แต่พบว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์นั้นจะมีข้อดีกว่าตรงที่สะดวกในการดูแลและ เก็บผลผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ปูขุดรูหนี บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงปูนั้น มี 2 ประเภท คือ บ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมหากผู้ที่สนใจต้องการทดลองเลี้ยงดูก่อนว่าสามารถ เลี้ยงปูได้หรือไม่ ก็ควรจะเลี้ยงในบ่อกลมก่อน บ่อกลมที่ว่าก็คือการนำท่อซีเมนต์ (ท่อที่ใช้ทำถังส้วม) มาเทปูนทางด้านล่างใส่ท่อพีวีซีทางด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งเพื่อสะดวกต่อการ ถ่ายน้ำ ใส่ดินลงไปและปลูกพืชน้ำ นำปูตัวผู้และปูตัวเมียมาปล่อยลงในบ่อ เลี้ยง บ่อละประมาณ 10-15 ตัว อย่าใส่ปูในบ่อมากนักเพราะปูจะกัดกันเอง
ปูตัวไหนที่ขาหลุด ก้ามหลุดให้เก็บออกเพราะว่าจะโดดปูตัวอื่นมารุมทำร้าย ส่วนบ่อสี่เหลี่ยมนั้น อาจใช้บ่อเก่าที่เคยเลี้ยงปลาหรือทำบ่อใหม่โดยการนำอิฐบล็อกมาก่อ กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1 เมตร หรืออาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่อย่าให้สูงมากเพราะจะไม่สะดวกในการดูและและเก็บผลผลิต ใส่ท่อระบายน้ำไปด้วยเพราะจะทำให้สะดวกในเรื่องของการดูแลทำความสะอาด
ในบ่อนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของปูโดยการนำเอาดินร่วนปนเหนียวหรือดินตาม ทุ่งนามาใส่ไว้ให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรของขอบบ่อและทำให้เอียงลง ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เป็นน้ำทำโดยลอกเลียนแบบตามสภาพธรรมชาติของแหล่งที่ อยู่ เช่นมีกอข้าวและพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการสังเกตการณ์การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์ นั้นพบว่าปูสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าไม่ใส่น้ำลงในบ่อ

ปูตัวไหนที่ขาหลุด ก้ามหลุดให้เก็บออกเพราะว่าจะโดดปูตัวอื่นมารุมทำร้าย ส่วนบ่อสี่เหลี่ยมนั้น อาจใช้บ่อเก่าที่เคยเลี้ยงปลาหรือทำบ่อใหม่โดยการนำอิฐบล็อกมาก่อ กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1 เมตร หรืออาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่อย่าให้สูงมากเพราะจะไม่สะดวกในการดูและและเก็บผลผลิต ใส่ท่อระบายน้ำไปด้วยเพราะจะทำให้สะดวกในเรื่องของการดูแลทำความสะอาด
ในบ่อนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของปูโดยการนำเอาดินร่วนปนเหนียวหรือดินตาม ทุ่งนามาใส่ไว้ให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรของขอบบ่อและทำให้เอียงลง ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เป็นน้ำทำโดยลอกเลียนแบบตามสภาพธรรมชาติของแหล่งที่ อยู่ เช่นมีกอข้าวและพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการสังเกตการณ์การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์ นั้นพบว่าปูสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าไม่ใส่น้ำลงในบ่อ

ที่มา http://farm.onzorn.info
การเพาะเลี้ยงปูนาทำเงินแสน ตลาดต้องการมาก และปูธรรมชาติเสี่ยงสารพิษ
เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น

ชาวบ้าน อ.วังทอง จ.พิษณุโลก นิยมเลี้ยงมดแดงขายไข่เป็นจำนวนมาก ตามโครงการปิดทองหลังพร ะจากปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ สามารถสร้างรายได้กว่าหลักหมื่นต่อเดือน โดยเน้นหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำเนินในหลวง
นายบุญชู ศิดสันเทียะ เจ้าของสวน กล่าวว่า ตนประสบความสำเร็จจากอาชีพเลี้ยงมดแดง เพราะโครงการปิดทองหลังพระ และเน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ได้ลงมือทำ ลองผิด ลองถูกจนประสบความสำเร็จ และนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับชาวบ้านที่สนใจ

สำหรับวิธีการเลี้ยงมดแดงเพื่อขายไข่มีดังนี้
นำเชือกมาผูกขึงกับต้นมะม่วง และมัดเชือกโยงให้ไปถึงกันทุกต้น จากนั้นเตรียมอาหารของมดแดง ประกอบไปด้วย ข้าวสุก เนื้อปลา นมผงเด็ก มาคลุกให้เข้ากัน แล้วนำไปหย่อนใส่ปากขวดพลาสติกที่ถูกตัดดัดแปลงเอาไว้เป็นภาชนะใส่อาหารติดกับต้นมะม่วง เมื่อฝูงมดแดงได้กลิ่นอาหารดังกล่าว ก็จะพากันเดินไต่เชือกมากินอาหารกัน

เมื่อถึงช่วงผสมพันธุ์ของมดแดงตัวผู้และมดแดงตัวเมียจะตกไข่ออกมามีขนาดฟองที่ใหญ่มาก ช่วงนี้ควรหมั่นสังเกตรังมดแดง หากมีขนาดใหญ่ได้ที่ จึงใช้ไม้สอยรังลงมาไว้ที่พื้น รอให้มดแดงล่าถอยออกไป เหลือไว้แค่ไข่มดแดงเท่านั้น
นำไข่มดแดงมาขายได้กิโลกรัมละ 300 บาท ส่วนตัวมดแดงสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 250 บาท โดยไข่มดแดงจะมีพ่อค้าทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เดินทางมารับซื้อนำไปประกอบอาหาร ส่วนตัวมดแดง ทางโรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า จ.กาญจนบุรี จะรับซื้อไปเป็นอาหารสัตว์ของตัวสมเสร็จ หรือชะมดเช็ด สร้างรายได้ถึงเดือนละ 30,000 บาท
ที่มา http://www.ชี้ช่องรวย.com
เลี้ยงมดแดง ขายไข่ รายได้เดือนละ 3 หมื่น
การเลี้ยงกบคอนโด คือการการเลี้ยงกบใน ยางรถยนต์นั้นเอง
การเลี้ยงกบคอนโด นับว่าเป็นช่องทางทำกินอีกช่องทางหนึ่ง ทีสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรชาวบ้านได้เป็นอย่างดี กบคอนโดมีมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์ประเภทอื่นเลย

อย่างเช่น ปลา ผู้ที่มีอาชีพการเกษตรบางท่านอาจจะยังไม่รู้ หรือบุคลทั่วไป แม้แต่ชาวบ้านเราเองวันนี้ โอ้โห MakeMoneY ได้เอาวิธีการเลี้ยงกบคอนโดมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน และไม่จำเป็นจะต้องเป็นชาวเกษตรเท่านั้น ที่จะเลี้ยงกบนี้ได้ แต่บุคลทั่วไป ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ง่าย ๆ สบาย ๆ พื้นที่ใช้ในการเลี้ยงกบก็ไม่มาก สะดวกไม่ต้องขุดสระ สามารถเลี้ยงในบริเวณรอบ ๆบ้านได้เลย นับว่าเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับคุณเป็นอย่างดี ขั้นตอนแรก เรามาดูกันเลยว่าจะต้องเตรียมตัวกันอย่างไรบ้าง
วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงกบคอนโด
1. ยางรถ (ขนาดของยางรถต่อจำนวนกบที่เลี้ยง รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้100 ตัว,ขนาด รถ 10 ล้อ เลี้ยงได้ 50 ตัว,ขนาด 6 ล้อ เลี้ยงได้ 30 ตัว,ขนาด 4 ล้อเลี้ยงได้ 20 ตัว)
2. ทรายหยาบ
3. ตะแกรง
4. กบพันธุ์
5. ปูนขาว
6. อาหารปลาดุก
7. ถาดวางอาหาร
2. ทรายหยาบ
3. ตะแกรง
4. กบพันธุ์
5. ปูนขาว
6. อาหารปลาดุก
7. ถาดวางอาหาร
วิธีการเลี้ยงกบคอนโด
1. เริ่มต้นด้วยการหาพื้นที่เลี้ยงกบ(แสงแดดส่องรำไร)
2. ใช้ทรายหยาบถมหนาประมาณ 6 นิ้ว
3. เสร็จแล้วให้ใช้ตะแกรงรองพื้น
4. แล้วเทหินเกล็ดทับตะแกรง หนาประมาณ 3 นิ้ว
5. วางคอนโด (ยางรถ 3 เส้น ซ้อนทับขั้นไป)
6. ปล่อยกบลงในยางรถ
7. นำตะแกรงปิดปากคอนโดของกบ ด้านบน เพื่อป้องกันกบกระโดดออกไป
2. ใช้ทรายหยาบถมหนาประมาณ 6 นิ้ว
3. เสร็จแล้วให้ใช้ตะแกรงรองพื้น
4. แล้วเทหินเกล็ดทับตะแกรง หนาประมาณ 3 นิ้ว
5. วางคอนโด (ยางรถ 3 เส้น ซ้อนทับขั้นไป)
6. ปล่อยกบลงในยางรถ
7. นำตะแกรงปิดปากคอนโดของกบ ด้านบน เพื่อป้องกันกบกระโดดออกไป
อาหารกบและการให้อาหาร
1. ใช้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่ ให้กบกินทุกเช้า เย็น โดยวางอาหารไว้ในถาดด้านล่างคอนโด
2. อาหารเสริมเป็นผักบุ้งหั่นฝอย ให้กิน ทุก 2 วัน/ครั้ง
3. ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) ถ่ายน้ำทุก 3 วัน
4. ล้างหินและอุปกรณ์ให้สะอาด ล้างด้วยจุลินทรีย์ผลไม้
5. ใช้ไฟส่อง ล่อแมลงให้กบกิน เป็นอาหารเสริม
6. เลี้ยงไปประมาณ 20 วัน ให้แยกขนาดกบเล็ก-ใหญ่
2. อาหารเสริมเป็นผักบุ้งหั่นฝอย ให้กิน ทุก 2 วัน/ครั้ง
3. ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) ถ่ายน้ำทุก 3 วัน
4. ล้างหินและอุปกรณ์ให้สะอาด ล้างด้วยจุลินทรีย์ผลไม้
5. ใช้ไฟส่อง ล่อแมลงให้กบกิน เป็นอาหารเสริม
6. เลี้ยงไปประมาณ 20 วัน ให้แยกขนาดกบเล็ก-ใหญ่
พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง
กบที่ควรนำมาเลี้ยงเป็นกบคอนโด เป็นกบพันธุ์ โดยสามารถติดต่อซื้อได้ที่เกษตรกร โรงเรียนบ้านกาศประชานุเคราะห์ หรืออาจารย์นิคม จิตมณีธรรม เบอร์โทร.0-5462-0510หรือ 089-7572766 หรือหน่วยงานเกษตรจังหวัดของตนเอง
ระยะเวลาการเลี้ยงกบ
จะอยู่ที่ประมาณ 60 วันหรือมากน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลของเกษตรเอง โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงกบจะใช้เวลา 2 เดือนเท่านั้น
ข้อดีของการเลี้ยงกบคอนโด
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
5. เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
5. เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร
การเลี้ยงกบคอนโด คือการการเลี้ยงกบใน ยางรถยนต์นั้นเอง
อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน

‘เกษตรสร้างรายได้‘ ในวันนี้ MThai News ขอพาทุกท่านไปพบกับคุณอัมพร เกิดปรางค์ หรือคุณโต้ง อายุ 54 ปี อดีตเคยทำงานด้านกราฟฟิกให้กับบริษัทเอเจนซี่ชั้นนำ รวมถึงสถานีข่าวชื่อดัง เป็นมนุษย์เงินเดือนมากว่า 10 ปี ปัจจุบันเป็นเจ้าของ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด เมืองนนท์‘ ภายในซอยวัดขวัญเมือง ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี
โดยคุณโต้ง ได้เปิดเผยว่า เนื่องจากทำงานด้านกราฟฟิก ต้องใช้สายตาในการจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานตลอดทั้งวัน ทำให้เริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพประกอบกับอายุเริ่มมากขึ้นแล้ว จึงมีความคิดที่อยากจะออกมาทำธุรกิจส่วนตัวของตนเอง ซึ่งเดิมรุ่นพ่อ แม่ ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนทุเรียน จึงคิดที่อยากจะมาทำด้านการเกษตร เนื่องจากเป็นอาชีพที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ
จนมีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้ด้านการเกษตรอย่างจริงจัง ก่อนจะพุ่งเป้าไปที่การเลี้ยง ‘จิ้งหรีด’ ทันที เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีระยะเวลาในการเลี้ยงดูไม่มากนัก ใช้เวลาประมาณ 37 วันก็สามารถนำออกจำหน่ายได้แล้ว จึงศึกษาวิธีการเลี้ยง ‘จิ้งหรีด‘ โดยตระเวนไปตามฟาร์มเลี้ยงต่างๆ และมีโอกาสได้พบกับเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีด ที่ จ.สิงห์บุรี เป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งได้แนะนำให้คุณโต้งเลี้ยงจิ้งหรีดด้วย ‘ลังไม้’
คุณโต้ง เผยว่าการเลี้ยงจิ้งหรีดด้วย ‘ลังไม้‘ กับแบบ ‘บ่อปูน‘ มีความแตกต่างกันอย่างมาก ข้อดีขอลังไม้สามารถควบคุมอากาศได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถดูดซับกลิ่นที่มาจากขี้จิ้งหรีดได้ ไม่มีกลิ่นรบกวน แต่มีต้นทุนสูง ในส่วนของบ่อปูนจะมีราคาที่ต่ำกว่า แต่ข้อเสียคือไม่สามารถควบคุมอากาศได้ เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว หากภายในบ่อมีอากาศที่เย็นมากจนเกินไปจะทำให้จิ้งหรีดตายได้ และยังส่งผลไปถึงการวางไข่ที่น้อยลงอีกด้วย ที่ฟาร์มของคุณโต้งจึงใช้ลังไม้ในการเลี้ยงจิ้งหรีดมาโดยตลอด
โดยเริ่มลงมือทำฟาร์มอย่างจริงจังเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สำหรับสถานที่ที่เลี้ยงต้องโปร่ง มีอากาศถ่ายเท หลังจากนั้นก็ประกอบลังไม้ขึ้นมาขนาด กว้าง 120 เซนติเมตร ยาว 240 เซนติเมตร สูง 120 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานในการเลี้ยงจิ้งหรีด ใช้ไม้แบบ MDF หรือไม้กระดาษอัดมาเป็นวัสดุในการผลิตลังไม้ พร้อมกับติดสก็อตเทปไว้บริเวณขอบบนด้านในของลังไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งหรีดออกจากบ่อที่เลี้ยงไว้
เมื่อได้ลังไม้แล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องใช้ยาชีวภาพพ่นให้ทั่วลังไม้ เพื่อฆ่าเชื้อราและตัวไร ก่อนจะนำแผงไข่แบบกระดาษมือสอง ซึ่งไปรับซื้อมาจากฟาร์มไข่ไก่ ราคาอยู่ที่แผงละ 1 บาท มาเรียงแบบประกบ 2 เรียงให้ทั่วลังไม้ ก่อนจะใช้ยาชีวภาพพ่นให้ทั่วแผงไข่ เพื่อป้องกันเชื้อราและตัวไรอีกรอบหนึ่ง โดยขั้นตอนนี้คุณโต้งเน้นย้ำว่าควรทำแบบนี้ทุกครั้งที่จะนำไข่จิ้งหรีดลงสู่บ่อเลี้ยง เนื่องจากจิ้งหรีดเป็นแมลงที่อ่อนต่อโรค พร้อมใช้ถ้วยใส่น้ำรองไว้บริเวณขาของลังไม้ เพื่อป้องกันมดซึ่งเป็นศัตรูตัวสำคัญของจิ้งหรีด
ส่วนสายพันธุ์ของจิ้งหรีดที่นำมาใช้มี 2 ชนิดคือ ทองแดง และทองดำ สาเหตุที่ต้องเลี้ยงผสมกันนั้น คุณโต้งบอกว่าเนื่องจากสายพันธุ์ทองดำ มีนิสัยค่อนข้างดุร้าย และกัดกินพวกเดียวกันเอง แต่หากนำ 2 สายพันธุ์มาเลี้ยงรวมกัน การกัดกินกันเองจะเกิดขึ้นน้อย เมื่อได้ไข่ของจิ้งหรีดมาแล้วก็นำมาวางให้ทั่วลังไม้ จะใช้เวลาประมาณ 7 วันก็จะฟักออกมาเป็นตัว ขนาดเท่ามดตัวเล็กๆ
เมื่อฟักตัวแล้วอาหารจะให้เป็น ‘หยวกกล้วย’ โดยให้ครั้งเดียวและปล่อยให้หยวกกล้วยเน่าไปเอง หลังจากนั้นเปลี่ยนมาให้หัวอาหารแบบโปรตีน 21% จะมีส่วนประกอบพวกข้าวโพด ข้าวสาร ปลาป่น และรำ สาเหตุที่ต้องให้อาหารแบบโปรตีน 21% นั้น เนื่องมาจากจิ้งหรีดในช่วงเล็กจะมี 2 เพศ หัวอาหารดังกล่าวจะไปเร่งให้จิ้งหรีดส่วนใหญ่เป็นเพศเมีย ทำให้ส่งผลดีต่อจำนวนของจิ้งหรีดในอนาคต ยิ่งมีเพศเมียมากยิ่งส่งผลดี โดยจะให้ในช่วงเช้าเวลาเดียวพอเพียงจนถึงหัวค่ำ
ในเรื่องการให้น้ำถ้าเป็นช่วงจิ้งหรีดตัวเล็กๆ จะใช้ท่อ PVC เจาะรูและสอดไส้ตะเกียงไว้เป็นจุดๆ เพื่อไม่ให้จิ้งหรีดรุมกินน้ำอยู่ ณ จุดจุดเดียวกันมากจนเกินไป หากจิ้งหรีดตัวโตขึ้นมาแล้ว ใช้เป็นถาดน้ำ ใส่เศษผ้าและหินกรวดสะอาดไว้ในถาดด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งหรีดจมน้ำตาย
ถัดมาอีกประมาณ 35 วัน คราวนี้จิ้งหรีดตัวผู้จะเริ่มขัดปีกส่งเสียงดัง แสดงว่าเป็นช่วงที่ตัวเมียพร้อมวางไข่แล้ววิธีดูง่ายๆ คือตัวเมียจะมีพฤติกรรมใช้หางพยายามจิ้มที่หิน และให้ตรวจดูบริเวณใต้เศษผ้าที่วางรองไว้ในถาดน้ำ จะมีไข่ของจิ้งหรีดลักษณะจะคล้ายๆกับ เม็ดข้าวสาร
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวในการเก็บไข่ ฟาร์มของคุณโต้งจะใช้ขุยมะพร้าวนำไปต้มเพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนจะนำไปตากให้แห้งแล้วนำมาใส่ไว้ในขัน ลังไม้ 1 ลังจะได้ประมาณ 25 ขัน หรือประมาณ 20 กิโลกรัม เมื่อจิ้งหรีดวางไข่หมดแล้ว ก็จะเก็บจิ้งหรีดเพื่อส่งขายต่อไป ขั้นตอนการเก็บไข่นั้นคุณโต้งบอกเทคนิคดีๆอีกว่าไม่ควรใช้ดิน เนื่องจากเราไม่อาจทราบได้เลยว่าภายในดินจะมีเชื้อโรคหรือไม่
ซึ่งการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อจำหน่ายนอกจากนำตัวจิ้งหรีด และไข่ ไปจำหน่ายได้แล้วนั้น สามารถนำขี้ของจิ้งหรีดไปจำหน่ายได้อีกด้วย โดยลังไม้ 1 ลังจะได้ประมาณ 30 กิโลกรัมขายได้ประมาณ 50 บาท
ส่วนราคาการจำหน่ายจิ้งหรีดขณะนี้จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาท หากเป็นช่วงฤดูหนาวราคาจิ้งหรีดจะขยับตัวสูงขึ้น ส่วนไข่จิ้งหรีดจะขายได้ตกขันละ 50 บาท ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นแม่ค้าที่ขายแมลงทอดโดยตรง โรงงานต่างๆ รวมถึงนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นเหยื่ออาหารให้กับสัตว์อาทิกิ้งก่า ปลามังกร เป็นต้น อีกทั้งยังมีการส่งทางไปรษณีย์ส่งแบบทั่วประเทศอีกด้วย รายได้ต่อเดือนจากการขายจิ้งหรีดเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท
แต่คุณโต้งยังต่อยอดการทำฟาร์มจิ้งหรีด ด้วยการแปรรูปเป็นจิ้งหรีดทอดทรงเครื่องต่างๆ อาทิรสเผ็ดมัน รสปาปริก้า รสสาหร่าย รสชีส จะบรรจุในแพ็กเกจขนาด 20 กรัม พร้อมออกแบบโลโก้ในแบบเฉพาะตัว โดยใช้ความรู้จากงานด้านกราฟฟิกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จำหน่ายในห่อละ 20 บาทเท่านั้น ผลตอบรับอยู่ในเกณฑ์ดีเลยทีเดียว ซึ่งการแปรรูปจิ้งหรีดยังเพิ่มมูลค่าได้ถึงเดือนละเกือบ 1 หมื่นบาท หากคิดรายได้จากการทำฟาร์มจิ้งหรีดของคุณโต้งรวมทุกช่องทางแล้วสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนประมาณ 40,000 – 50,000 บาท
ทั้งนี้ที่ฟาร์มของคุณโต้งยังทำชุดเลี้ยงจำหน่าย มีแบบชุดทดลองเลี้ยง และแบบชุดใหญ่ หากใครสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด หรือสนใจสั่งซื้อ สามารถติดต่อได้ที่ 094-428-2438 คุณโต้ง ฟาร์มจิ้งหรีด เมืองนนท์
ที่มา http://tddf.or.th
อดีตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำ ‘ฟาร์มจิ้งหรีด’ รายได้เกือบ 5 หมื่นต่อเดือน
เกษตรกรเมืองช้าง เลี้ยง ‘หนูนา’ ในท่อซีเมนต์สร้างรายได้อย่างงาม

เกษตรกรเมืองช้าง เลี้ยง ‘หนูนา’ ในท่อซีเมนต์สร้างรายได้งาม โดยกำลังเป็นที่นิยมตลาดเปิบพิสดารอาหารรสแซ่บ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ จัดโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำสื่อมวลชนประจำ จ.สุรินทร์ศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เมืองลีงโมเดล ต.เมืองลีง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งได้นำคณะสื่อมวลชนชมสวนเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรกรตัวอย่าง
ซึ่งมีเกษตรหลายคนที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาปรับใช้ในพื้นที่ไร่นาสวนผสมของตัวเองจนประสบความสำเร็จพึ่งตนเองได้ และสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนผู้ที่สนใจมาศึกาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่สวนบ้านไร่พอเพียง ของ นายอุทัย บุญรอด และนางสุดารัตน์ บุญรอด เกษตรกรสองสามีภรรยา เลขที่ 200 ม.16 บ.หนองเล็กตาช้าง ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์

ที่นอกจากจะทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผัก ผลไม้ ผสมป่าไม้พรรณต่างๆ ในพื้นที่ 30 ไร่ ในรูปแบบเชิงวนเกษตรแล้ว ยังมีการเลี้ยงหนูนาขุนในท่อซีเมนต์ เพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าจับตามอง สามารถสร้างรายได้ดี โดยการเลี้ยงหนูนาขุนนั้นไม่ยากอย่างที่คิด สามารถขายได้ตัวละ 100 – 150 บาทเลยทีเดียว
นายอุทัย กล่าวว่า การเลี้ยงหนูนา เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ไม่ต้องดูแลมากมาย เพียงแค่ใช้เวลาว่างจากการทำงานอื่น มาดูแลแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จ ตนเลี้ยงมาประมาณ 3 เดือนแล้ว ขั้นตอนเลี้ยงไม่ยุ่งยาก แค่เรามาให้น้ำให้อ่าหารแค่นั้นเอง โดยซื้อพันธุ์มาจาก จ.ขอนแก่น คู่ละ 600 บาท ได้ตัวเมีย 1 ตัวและตัวผู้ 1 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน ก็สามารถผสมพันธุ์ได้ ปีหนึ่งสามารถตกลูกได้ 3 ครั้ง หากเลี้ยงจนตัวใหญ่และมีจำนวนมากขึ้น ก็จะสามารถขายได้ตัวละ 100 บาท ส่วนใครที่สนใจจะซื้อพ่อแม่พันธุ์ไป จะขายในราคาคู่ละ 600 บาท เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อ สนใจ 098-9801664 นายอุทัย บุญรอด
ที่มา https://news.mthai.com/
เกษตรกรเมืองช้าง เลี้ยง ‘หนูนา’ ในท่อซีเมนต์สร้างรายได้อย่างงาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


