อาชีพอิสระ..เปิดร้านขายขนมไทยง่ายๆ กำไรหลายหมื่น !

มาพูดถึง อาชีพอิสระ อย่างเปิดร้านขายขนมไทย เป็นธุรกิจที่ได้อนุรักษ์ความเป็นไทยให้คงอยู่ และในปัจจุบันก็หาทานขนมไทยได้ยากมาก การเปิดร้านขายขนมไทยจึงเป็นไอเดียธุรกิจส่วนตัวที่น่าสนใจในเวลานี้กันเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนเราจะต้องรู้จักและทำขนมไทยเป็น และอีกอย่างที่เราจะต้องรู้เพื่อให้เราได้กำไรจากการเปิดร้านขายขนมไทย คือ การวางแผนในการขายนั้นเอง ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับขนมไทย ตัวอย่างและวิธีทำ และแนวทางการเปิดร้านทำ อาชีพอิสระทําเงิน ให้อยู่รอดและได้กำไรหลักหมื่นขึ้น
อาชีพอิสระ..จะเปิดร้านขนมไทยอย่างไรดี ?
ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักกับขนมไทยกันก่อน ขนมไทย คือขนมที่มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีที่ประณีตบรรจง ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ งานแต่ง เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ การจะทำ อาชีพอิสระทําเงิน อย่าง เปิดร้านขายขนมไทยได้นั้นต้องมีความพิถีพิถัน ใส่ใจในรสชาติ ขนมไทยบางชนิดอาจใช้เวลาทำนานหน่อย แต่ก็เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมาก
ประเภทของขนมไทย ในการทำ อาชีพอิสระ
ขนมไทยแต่ละประเภทแบ่งตามวิธีการทำให้สุกได้ดังนี้
1. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทองในการทำ กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน หรือผลไม้กวนต่างๆ
2. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้จะใช้ลังถึงในการทำ บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา
3. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม เป็นต้น
4. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว
5. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฏ นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ไว้ในประเภทนี้ด้วย
6. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม เป็นต้น
1. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทองในการทำ กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน หรือผลไม้กวนต่างๆ
2. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้จะใช้ลังถึงในการทำ บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา
3. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม เป็นต้น
4. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว
5. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฏ นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ไว้ในประเภทนี้ด้วย
6. ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม เป็นต้น
ต้นทุนในการเปิดร้านขนมไทย
สำหรับเงินลงทุนในการเปิดร้านขนมไทยนั้น ใช้ต้นทุนเพียงแค่หลักพัน หรืออาจจะถึงหมื่น ขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทของขนมไทยที่เราจะทำ เพียงแต่เริ่มต้นเปิดร้านอาจใช้ทุนในการซื้ออุปกรณ์เยอะหน่อย
ช่องทางการขายขนมไทย
– เปิดร้านเล็กๆ มีโต๊ะนั้งรับประทาน และมีเครื่อมดื่มขายเสริมด้วย
– เปิดร้านแบบรถเข็นเล็กๆ อาจขายตามศูนย์อาหาร ตลาด หรือแหล่งที่ให้ตั้งขายต่างๆ
– เปิดร้านขายของแบบออนไลน์ ช่วงนี้ขายของออนไลน์กำลังได้รับความนิยม อาจขายได้ทั้งปลีก และส่ง
– แหล่งอื่นๆแล้วแต่ช่องทางในการหาของเราเอง
ที่มา http://www.kingsmes.com
อาชีพอิสระ..เปิดร้านขายขนมไทยง่ายๆ กำไรหลายหมื่น !
ธุรกิจขายส่ง “ไทยพลาสติก เซ็นเตอร์” ส่งต่อธุรกิจร้าน 20 บาท สินค้าครบครัน

ธุรกิจขายส่ง สินค้าพลาสติกจัดเป็นอีกหนึ่งความต้องการที่มีอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย เพราะของใช้ติดบ้านเป็นสิ่งที่สอดคล้องในชีวิตประจำวัน ทำให้พลาสติกเป็นของใช้ทำเงินสร้างอาชีพ ด้วยเงินลงทุนต่ำ สร้างกำไรในระดับที่น่าพึงพอใจ และยังขายได้ตลอด เพราะสินค้าพลาสติกเป็นของใช้ที่มีประโยชน์ ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้งยังเป็นสินค้าราคาต่ำ ซื้อซ้ำได้ต่อเนื่องส่งผลต่อการทำกำไรในระยะยาว
ธุรกิจขายส่ง “ไทยพลาสติก เซ็นเตอร์” เป็นอีกหนึ่งช่องทางธุรกิจสำหรับผู้ที่อยากเปิดร้านขายสินค้าพลาสติกหรือร้านประเภท 20 บาททุกอย่าง โดยไทยพลาสติกคือศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ รวบรวมสินค้าเอาไว้กว่า 10,000 รายการ วางจำหน่ายในราคาเดียวทุกชิ้นในรูปแบบของการขายส่ง ให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยมารับไปจำหน่ายต่อได้ในต้นทุนที่ไม่สูงนัก สามารถเปิดร้านขายสินค้าพลาสติกที่ครบครันได้เป็นช่องทางทำเงิน
ธุรกิจขายส่ง ไทยพลาสติก เซ็นเตอร์ บริหารงานโดย “คุณเนญาวงศ์ คนยืน” หรือ “เฮียฉี” ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ยาวนานในร้าน 20 บาททุกอย่าง จำหน่ายสินค้าประเภทของใช้ในบ้าน ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องครัว เครื่องเขียน เครื่องมือช่าง กิ๊ฟช็อป ของเล่น เซรามิก แก้ว ฯลฯ มากมายภายใต้ราคา 20 บาทราคาเดียว ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ที่สรรหาสินค้าของใช้ในบ้านอยู่เสมอ ซึ่งก็สามารถทำกำไรได้ดีทีเดียว แต่ในภายหลังจากการสังเกตก็พบว่าสินค้าที่ขายดีที่สุดคือ “สินค้าพลาสติก” ทำให้แผนธุรกิจเปลี่ยนในที่สุด
ด้วยเหตุผลที่สินค้าพลาสติกเป็นสินค้าขายดีที่สุด ภายหลังเฮียฉีก็หันมาจำหน่ายแต่สินค้าพลาสติกเพียงอย่างเดียวในร้าน และตั้งชื่อธุรกิจว่าไทยพลาสติก สู่การเป็นธุรกิจขายส่งที่รวบรวมสินค้าพลาสติกเอาไว้กว่า 10,000 รายการด้วยกัน ครบครันในเรื่องของสินค้าพลาสติกที่มากมายหลากหลายในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย เน้นที่ของใช้ในบ้านเป็นหลัก ซึ่งเป็นสินค้าตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาด
ธุรกิจขายส่ง ไทยพลาสติก เซ็นเตอร์ ศูนย์รวมสินค้าพลาสติกมากมายหลากหลาย เช่น กล่องอาหาร, เก้าอี้, สังฆภัณฑ์, กล่องเอนกประสงค์, ตะแกรง, ชั้นวางของ, ขอแขวน, ไม้หนีบ, ขวดโหล, ผลิตภัณฑ์ถุง, ตะกร้า, กระถาง, ถัง, กะละมัง ,กระปุก, ถ้วย, จาน, กระติกน้ำ, แก้วน้ำ, ชาม, เหยือกน้ำ และอุปกรณ์ของใช้ในบ้านอีกมากมาย รองรับการนำไปจำหน่ายต่อในธุรกิจร้าน 20 บาททุกอย่างที่ลงตัวที่สุด สามารถเริ่มต้นลงทุนได้เพียง 30,000 บาท หากเปิดร้านขายในรถกระบะมีหลังคา และหาทำเลดีๆ ก็สร้างเป็นอาชีพได้อย่างง่ายดาย
นอกจากไทยพลาสติก เซ็นเตอร์ จะเป็นธุรกิจขายส่งที่จำหน่ายสินค้าพลาสติกเพื่อนำไปจำหน่ายต่อแล้ว ยังยินดีให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าแฟรนไชส์อีกด้วย จากประสบการณ์ที่เฮียฉีเองก็เคยประกอบการร้านค้า 20 บาททุกอย่างมาก่อน จึงพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์แก่ผู้ที่อยากมีอาชีพทั้งหลาย ได้นำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการสร้างธุรกิจของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา http://www.smeleader.com
ธุรกิจขายส่ง “ไทยพลาสติก เซ็นเตอร์” ส่งต่อธุรกิจร้าน 20 บาท สินค้าครบครัน
ขนมเบื้องญวน “สุอาภา” อาชีพทำเงิน สูตรสืบทอดรุ่นต่อรุ่น ไส้แน่น สุดยอดน้ำจิ้ม คงความอร่อยมากว่า 20 ปี !!
ขนมไทยโบราณแท้แต่ตั้งเดิม เป็นเมนูที่หาทานได้ไม่บ่อยในยุคนี้ จะหาซื้อกินแต่ละทีช่างยากเย็น ลำบาก เพราะวิธีการทำที่มีขั้นตอนมากมาย ยุ่งยาก ต้องใช้เวลา จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครสนใจทำธุรกิจด้านนี้สักเท่าไร แต่ตรงข้ามกับ ร้านขาย “ขนมเบื้องญวนสุอาภา” ที่ยังสืบทอดธุรกิจมารุ่นต่อรุ่น โดยไม่คิดจะล้มเลิก แถมมีลูกค้าประจำมากมายที่แวะเวียนมาอุดหนุน ถึงต้องรอนานก็ไม่มีบ่นสักคำ
“คุณสุอาภา” บันดาลสุขสันต์” เจ้าของธุรกิจขายขนมเบื้องญวน ร้านสุอาภา เริ่มแรกตนเองทำงานเย็บผ้า จนสายตาเริ่มยาว เย็บผ้าเริ่มไม่ได้แล้ว เลยไปคุยกับคุณแม่ว่าอยากทำค้าขาย ท่านก็เห็นด้วย โดยบอกว่ามีสูตรขนมเบื้ยงญวนที่เป็นสูตรเด็ดตกทอดมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ที่จะสอนให้กับลูกหลานเท่านั้น เพื่อให้ได้นำไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งเคยมีคนมาขอซื้อสูตรหลายคนมาก แต่คุณแม่ไม่ขาย ตนจึงตัดสินเปิดร้านขายขนมเบื้องญวน ลงทุนซื้อรถเข็น เปิดเป็นร้านเล็กๆที่ริมถนนปากซอยเทอดไท 18 มานานกว่า 20 ปี
ขนมเบื้องญวนสุอาภา จะไม่เหมือนใคร เป็นขนมเบื้องญวนไข่กรอบสูตรเด็ด มีแป้งที่บางเฉียบ กรอบนอกนุ่มใน ไส้ที่จัดเต็มทั้งกุ้งและผัก สังเกตได้จากลูกค้าที่มาทานทุกคนจะติดใจ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าทานที่ไหน ก็ไม่เหมือนที่นี่ สูตรเด็ดของทางร้านอยู่ที่ น้ำจิ้ม ที่ใส คล้ายๆน้ำจิ้มบ๊วย แต่ได้รสชาติที่เข้มข้นมาก ส่วนน้ำมันที่ใช้ในการทอด ต้องเป็นน้ำมันหมูเท่านั้น ไม่ใช้น้ำมันพืชเด็ดขาดเพราะทำให้เนื้อไม่เหมือนกัน สิ่งที่ทางร้านขนมเบื้องสุอาภา ยึดมั่นมาโดยตลอดคือ คุณภาพของวัตถุดิบต้องใหม่อยู่เสมอ ไม่มีการนำของเก่ามาใช้อย่างเด็ดขาด กุ้งสับต้องเป็นกุ้งแม่น้ำที่สด มาถึงใหม่ๆเท่านั้น ถั่วลิสงทางร้านจะคั่วเองทำให้ไม่มีกลิ่นหืน เรียกว่าทำเองทุกขั้นตอนก็ว่าได้
ขนมเบื้องญวนสุอาภา จะมีให้เลือก 3 แบบ ราคา 40บาท
1.แบบไข่นิ่ม ได้รับความนิยมจากลูกค้าที่สุด มีส่วนผสมคือแป้งขนมเบื้องญวนและไข่สดที่ร่อนลงกระทะ ตามด้วยใส่ที่มีทั้ง เต้าหู้ กุ้ง ถั่วงอก หัวไชโป๊ว ถั่วลิสง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ด
1.แบบไข่นิ่ม ได้รับความนิยมจากลูกค้าที่สุด มีส่วนผสมคือแป้งขนมเบื้องญวนและไข่สดที่ร่อนลงกระทะ ตามด้วยใส่ที่มีทั้ง เต้าหู้ กุ้ง ถั่วงอก หัวไชโป๊ว ถั่วลิสง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ด
2.แบบไข่กรอบนั้นมีลักษณะการทำเหมือนไข่นิ่ม เพียงแต่เมื่อเสร็จแล้วให้นำมาทอดให้กรอบด้วยน้ำมันหมู ห้ามใช้ไฟแรง ทอดพอให้แป้งสุกเป็นสีเหลืองทองก็ตักขึ้นได้
3.แบบแป้ง ใช้เวลาทำนานที่สุด ต้องใช้ระยะเวลาในการทำ ใช้ไฟอ่อนเท่านั้น โดยการนำแป้งขนมเบื้องญวน มาร่อนให้ทั่วกระทะ ไม่ใส่ไข่ และต้องรอให้แป้งนั้นสุกกรอบจนร่อนออกมาเองได้ ซึ่งจะมีความอร่อยไม่ซ้ำใคร
กลุ่มลูกค้าโดยส่วนใหญ่ เป็นลูกค้าประจำเกือบทั้งสิ้น โดยเกิดจากการบอกปากต่อปาก เลยทำให้ ขนมเบื้องญวณสุอาภา เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง บางวันลูกค้าเยอะ ต้องรอคิวนาน ที่ร้านจะขายดีช่วงหัวค่ำ เพราเป็นเวลาเลิกงาน แนะนำว่าสามารถโทรมาสั่งที่ร้านได้ก่อน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ทางร้านยังรับออกงานจัดเลี้ยง สังสรรค์ต่างๆด้วย กำไรต่อเดือนประมาณ 20,000-30,000 บาท ใช้เงินทุนหมุนเวียนในแต่ละวัน 3,000บาทปัจจุบันทางร้านได้ขยายหน้าร้านไปอยู่ที่จอมทอง บริเวณตลาดเก่า ซึ่งกว้างขวางกว่าเดิมมาก มีโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้าได้นั่งทานที่นี่ได้ด้วย
ที่มา http://www.smeleader.com
ขนมเบื้องญวน “สุอาภา” อาชีพทำเงิน สูตรสืบทอดรุ่นต่อรุ่น ไส้แน่น สุดยอดน้ำจิ้ม คงความอร่อยมากว่า 20 ปี !!
"ซาลาเปาคั่วกลิ้ง สี่สหายแดนใต้" แปลก รสชาติดี ยอดขายกระฉูด

กลุ่มแม่บ้าน จ.สงขลา ผลิตซาลาเปาคั่วกลิ้งออกจำหน่าย พบได้รับผลตอบรับดีเพราะแปลกใหม่ - รสชาติดี ยอดขายพุ่ง1,000 ลูกต่อ 1 สัปดาห์ แบ่งรายได้เฉลี่ยคนละ 7,000 - 8,000 บาทต่อเดือน
ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครื่องแกงสำเร็จรูปสมใจนึก เลขที่ 82/15 เขตเทศบาลสะเดา ต.สะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา กลุ่มแม่บ้านชาวสะเดาได้รวมตัวกันหันมาทำซาลาเปาขายเป็นอาชีพเสริมจากทำงานประจำ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 10 คน โดยซาลาเปาของกลุ่มแม่บ้านที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่นเป็นเป็นซาลาเปาไส้เป็นคั่วกลิ้งซึ่งเป็นรสชาติเผ็ดร้อนแบบชาวปักษ์ใต้ที่นำมาประยุกต์ให้เข้ากันได้อย่างน่าทึ่ง
ด้าน นางสารภี อิสโร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครื่องแกงสมใจนึกและเป็นเจ้าของสูตรซาลาเปาคั่วกลิ้งเปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้ก่อตั้งมาจากงบกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทำพริกแกงสำเร็จรูปขายมาหลายปีจนติดตลาด มีทั้งพริกแกงส้ม พริกแกงเผ็ด พริกแกงไตปลา พริกแกงคั่วกลิ้ง และพักหลังได้ระดมความคิดที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์จากพริกแกงเพิ่มขึ้น จึงมาลงตัวที่การนำพริกแกงคั่วกลิ้งมาทำเป็นไส้ซาลาเปา เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ยังไม่มีใครทำและถูกปากของชาวใต้
ช่วงแรกที่ทดลองทำจะแจกให้แม่บ้านและเพื่อนๆลองชิมซึ่งทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวว่าแปลกและอร่อยดีไม่เหมือนใคร จึงได้ทำซาลาเปาไส้คั่วกลิ้งมาขายต่อเนื่องมา 4 ปี ปัจจุบันได้พัฒนาจนมีไส้ขั้วกลิ้งต่างๆเช่นไส้คั่วกลิ้งไก่ ไส้คั่วกลิ้งทูน่า ไส้คั่วกลิ้งซีฟู๊ด และไส้คั่วกลิ้งผัก จนเป็นชื่อ "สมใจนึก เปาคั่วกลิ้ง สี่สหายแดนใต้" แพ็คขายเป็นกล่อง กล่องละ 4 ลูกราคา 60 บาท ราคาขายส่งลูกละ 10 - 12 บาท มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 1,000 ลูกต่อ 1 สัปดาห์ สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกหลังจากหักเป็นค่าใช้จ่าย 3 เปอร์เซ็นต์แล้ว เฉลี่ยคนละ 7,000 - 8,000 บาทต่อเดือน
ที่มา http://money.sanook.com
"ซาลาเปาคั่วกลิ้ง สี่สหายแดนใต้" แปลก รสชาติดี ยอดขายกระฉูด
ขายรองเท้าแตะ ลงทุนต่ำ ทำยอดขาย 60,000 คู่ต่อเดือน!! “รองเท้าแตะไฮโซ”

ขายรองเท้าแตะ ลงทุนต่ำ ทำยอดขาย 60,000 คู่ต่อเดือน!! “รองเท้าแตะไฮโซ”
รองเท้าแตะที่ถูกขนานนามว่า “ไฮโซ” เป็นงานแฮนด์เมดคนไทย เปลี่ยนจากรองเท้าแตะธรรมดาๆให้กลายเป็นรองเท้าแตะลวดลายการร้อยลูกปัด ไข่มุกและคริสตัล หลากสีสันบนรองเท้าด้วยมือไม่ใช้เครื่องจักร ถูกใจทั้งวัยรุ่นและวัยทำงาน ยินดีควักกระเป๋าซื้อกันไว้สวมใส่ในวันพักผ่อนสบายๆ
รองเท้าแตะ “ไฮโซ” เป็นผลงานของ “คุณนันทยา วิวัฒน์ไมตรี” เจ้าของร้านรองเท้าดีไซน์ Knickers Inc. โดยเปลี่ยนจากรองเท้าแตะฟองน้ำธรรมดาๆ ตกแต่งด้วย ลูกปัดและคริสตัลจนมีคุณค่าเหมือนรองเท้าไฮโซ โดยร่วมทำกับกลุ่มแม่บ้าน โดยใช้มือในการทำไม่มีการใช้เครื่องจักรโดยเริ่มนำมาวางขายหน้าร้านกางเกงของตนเองและขายในเว็บไซต์ไม่กี่คู่แต่ได้รับการตอบรับที่ดีมากโดยเฉพาะชาวต่างชาติและวัยรุ่นที่เดินผ่านมา
รองเท้าแตะ “ไฮโซ” เป็นผลงานของ “คุณนันทยา วิวัฒน์ไมตรี” เจ้าของร้านรองเท้าดีไซน์ Knickers Inc. โดยเปลี่ยนจากรองเท้าแตะฟองน้ำธรรมดาๆ ตกแต่งด้วย ลูกปัดและคริสตัลจนมีคุณค่าเหมือนรองเท้าไฮโซ โดยร่วมทำกับกลุ่มแม่บ้าน โดยใช้มือในการทำไม่มีการใช้เครื่องจักรโดยเริ่มนำมาวางขายหน้าร้านกางเกงของตนเองและขายในเว็บไซต์ไม่กี่คู่แต่ได้รับการตอบรับที่ดีมากโดยเฉพาะชาวต่างชาติและวัยรุ่นที่เดินผ่านมา
จากธุรกิจเล็กๆกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นเพราะมียอดขายที่เพิ่มมาก กลุ่มแม่บ้านก็ต้องเพิ่มจำนวนคนมากขึ้นปัจจุบันมีแม่บ้านมากกว่า 20 คน โดยในหนึ่งสัปดาห์มีออร์เดอร์รองเท้ากว่า 1,000 คู่โดยในหนึ่งชั่วโมงสามารถผลิตรองเท้าได้เพียงคนละ 3 คู่ ซึ่งการทำแฮนด์เมดจึงเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในกลุ่มชาติต่างชาติที่มาเห็นเพราะต่างประเทศไม่ค่อยมีงานฝีมือส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรเป็นหลักในการทำ
ในแรกๆ “ คุณนันทยา วิวัฒน์ไมตรี “ ทำธุรกิจกางเกงปลีกสำเร็จรูปต่อมาลูกค้ารายใหญ่เกิดสงครามระหว่างประเทศจึงยกเลิกการสั่งสินค้าและจังหวะนั้นมีแม่บ้านมานำเสนอรองเท้าแตะลูกปัดด้วยเห็นว่าทางกลุ่มแม่บ้านนั้นไม่มีทุนและรองเท้านี้ยังไม่มีใครทำ จึงรับข้อเสนอ แรกๆเป็นงานลูกปัดแค่ธรรมดาๆแต่นำมาปรับเปลี่ยนใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้นโดยนำมุกมาใส่ คริสตัลใส่ให้งานเกิดความหรูหราและแวววาวมีความน่าสนใจและดูมีราคาที่มากขึ้น
ปัจจุบันขายส่งเพียงคู่ละ 85 บาท แต่ต้องสั่ง 100 คู่ขึ้นไปและทางร้านยังมีรองเท้าแก้วขายคู่ละ 140 บาทเท่านั้น ยอดขายต่อเดือนประมาณ 5,000 – 6,000 คู่ โดยหากไม่ได้สามารถมาดูที่ร้านก็สามารถดูในเว็บไซต์ได้ และจะจัดส่งตามราคาส่งรองเท้าแฮนด์เมด มีทั้งไซส์ สำหรับเด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่และมีดีไซน์ให้เลือกซื้อกันได้ตามใจชอบ
ที่มา http://www.smeleader.com
ขายรองเท้าแตะ ลงทุนต่ำ ทำยอดขาย 60,000 คู่ต่อเดือน!! “รองเท้าแตะไฮโซ”
นาฬิกาแฮนด์เมด งานฝีมือสร้างรายได้เท่าตัว

ถ้าพูดถึงตลาดขายสินค้าที่ผู้ประกอบการต่างหันมาทำกันมากขึ้นนอกจากการใช้เครื่องจักร นั่นก็คือสินค้าแฮนเมดนั่นเอง เพราะด้วยคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นชอบและหลงใหลสินค้าแฮนด์เมดกันมากขึ้น รายได้แต่ละชิ้นนั้นก็ดี สินค้าแฮนด์เมดยังทนทานต่อการใช้งานอย่างมาก รูปแบบที่ออกมาแต่ละชิ้นนั้นก็ไม่ค่อยจะซ้ำกันเหมือนกับสินค้าที่ใช้เครื่องจักรเลย และด้วยความนิยมที่มากขึ้นจึงเป็นที่มาของนาฬิกาแฮนด์เมด สุดเก๋
ธุรกิจนาฬิกาแฮนด์เมดเริ่มจาก “คุณอนันญา สุขันธ์” หรือ พี่สาวของ “ คุณพัสตราภรณ์ สุขันธ์ หรือคุณเอิน “ นั้นได้ทำสายนาฬิกาขาด คุณเอินเลยนึกเสียดายและคิดว่าหากลองประดิษฐ์สายขึ้นมาเองน่าจะเวิร์ก จึงช่วยกันถักสายนาฬิกาขึ้นมาโดยได้ใช้สายหนัง ที่มีอยู่ในบ้าน แทนสายนาฬิกาที่ขาดไป ซึ่งที่ทำก็แค่ทำเล่นๆเท่านั้น เพื่อจะได้ยืดอายุของนาฬิกานี้ได้ไปอีก เมื่อใส่ไปเที่ยวกับเพื่อนเพื่อนก็ต่างชมว่าสวย หลายๆคนก็บอกว่าอยากได้ทำให้หน่อยซึ่งในตอนแรกทั้งสองก็ได้ทำแจกเพื่อนด้วย แต่ด้วยคนสั่งมากขึ้นจากที่แจกก็ขายแทน ซึ่งก็กลายเป็นอาชีพเสริมของทั้งสองเลย หลังจากนั้นคนสั่งทำก็เพิ่มมากขึ้น คุณอนันญาจึงคิดว่าน่าจะลงมาทำในเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะก็สร้างรายได้แต่ละเดือนไม่น้อยเลย ส่วนคุณพัสตราภรณ์นั้นก็พึ่งเรียนจบยังไม่มีงานทำจึงได้มาเริ่มธุรกิจขายนาฬิกาแฮนด์เมดก่อน
หลังจากที่ทำนาฬิกาแฮนด์เมดได้จำนวนพอสมควรแล้วทั้งสองก็ลองนำไปวางขายดูโดยเริ่มที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ดและราชประสงค์ก่อน ลูกค้าก็ให้ความสนใจอย่างดีเลยทีเดียว ส่วนในช่วง วันเสาร์ – อาทิตย์ ทั้งสองก็จะนำไปขายที่ ตลาดอินดี้ทาวน์ ซึ่งจะนำไปวางขายในโซนงานฝีมือที่มีการเปิดให้กับงานฝีมือคนรุ่นใหม่ได้มาขายกันเมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัวทั้งสองก็ได้ตั้งชื่อแบรนด์ของตนเองว่า “ DANA-YANA WATCH BUFFET “
สำหรับนาฬิกาแฮนด์เมดก็จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ นาฬิกาถักสาย และนาฬิกาเพ้นท์หน้าปัดโดยการทำนั้นทั้งสองก็จะไปซื้อนาฬิกาจากสำเพ็งและคลองถมมาจากนั้นก็จะนำมาถอดสายออกและนำสายที่ถักมาใส่แทน สำหรับสายที่นำมาถักนาฬิกาแฮนด์เมดนั้นก็จะมีการใช้เชือกหนังชามัว ซึ่งรูปแบบที่จะถักนั้นก็จะดูตัวเรือนนาฬิกาเป็นหลัก เพื่อที่จะได้เลือกสีหนังมาถักได้สวยงามเข้ากับหน้าปัดนาฬิกา หลังจากที่ถักสายเรียบร้อยแล้วใครที่อยากมีลูกเล่นเพิ่มเติมนาฬิกาแฮนด์เมดทางร้านก็ยังจะมีการใส่ตุ๊กตาห้อย หรือกระดิ่งเพื่อเพิ่มความน่ารักเข้าไปอีกด้วย ซึ่งลูกค้าที่สั่งมาสามารถเลือกได้ตามใจเลย
นอกจากนี้ ทั้งสองก็ยังมีที่ห้อยโทรศัพท์น่ารักๆไว้ขายอีกด้วย หลังจากที่นำสินค้านาฬิกาแฮนด์เมดออกมาวางขายก็มีคนซื้อนำไปทำเลียนแบบและนำมาขายในราคาถูกมาก ซึ่งทั้งสองก็ต้องคิดรูปแบบใหม่ขึ้นไปอีกจึงได้แนวคิดอย่างการเพ้นท์หน้าปัดนาฬิกา ซึ่งทั้งสองมีพื้นฐานด้านการเพ้นท์อยู่บ้าง จึงได้ลองทำดูโดยได้ใช้มือเพ้นท์เองก่อน โดยจะใช้สีอะคริลิค แต่การทำนาฬิกาแฮนด์เมดแบบเพ้นท์นั้นช้ามากทั้งสองจึงเลือกที่จะใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบและเพ้นท์แทนซึ่งก็เก็บรายละเอียดต่างๆได้ดีกว่ามาก
นาฬิกาแฮนด์เมดหน้าปัดเพ้นท์นั้นจะมีการใช้หน้าปัดแบบสี่เหลี่ยมแทน เพื่อเพิ่มพื้นที่การเพ้นท์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพ้นท์นาฬิกาก็จะแบ่งเป็นอีก 2 แบบคือแบบแปะสติ๊กเกอร์เขียนลายเพิ่มเติมอย่างการใส่ชื่อ และแบบเพ้นท์ลายทั้งหน้าปัด ซึ่งราคานั้นก็จะแตกต่างกันไป โดยนาฬิกาแฮนด์เมดนั้นจะมีทั้งแบบผู้หญิงและผู้ชาย ราคาก็จะเริ่มตั้งแต่ 250 – 450 บาท สำหรับนาฬิกาแฮนด์เมดนั้นสามารถสร้างรายได้ให้ทั้งสองคนได้เป็นอย่างดีเลย เพราะปกตินาฬิกานั้นจะอยู่เพียงเรือนละ 100 บาทเมื่อมีการมาปรับเปลี่ยนรูปแบบก็สามารถขายได้ในราคาเท่าตัวเลย
สำหรับลูกค้าที่เข้ามาซื้อนาฬิกาแฮนด์เมดนั้นก็จะมีตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงานทั้งผู้ชายและผู้หญิง สิ่งที่สามารถเรียกลูกค้าได้ดีนั้นก็คือสินค้านั้นไม่เหมือนใครเลย รูปแบบต่างๆทั้งสองจะออกแบบเองทั้งหมด ส่วนช่องทางการขายนั้นปัจจุบันทั้งสองก็เลือกที่จะขายผ่านเฟสบุ๊คและเว็บไซต์เพราะไม่ต้องเสียเงินไปเช่าค่าที่ และยังจัดการเรื่องการบริหารจัดการง่ายอีกด้วย
ที่มา http://www.smeleader.com
นาฬิกาแฮนด์เมด งานฝีมือสร้างรายได้เท่าตัว
รวยไม่ยาก! ลุยไปกับอาชีพขายขนมโตเกียว อีกหนึ่งแนวทางสร้างตัว

ขนมโตเกียวเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศไทยของเราเป็นอย่างยิ่งทีเดียว โดยเฉพาะกลิ่นแป้งหอมๆไส้ที่เต็มไปด้วยไส้กรอก หมูบด ไข่ หรือไส้หวานก็อร่อยแท้ (แหมเขียนเองหิวเองครับ) แต่ทำไมเรียกขนมโตเกียวละ ผมเรียกมาตั้งแต่เด็กโดยไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร หรือขนมนี่ขโมยมาจากโตเกียวกันนะ เอาละเก็บไว้งงกันต่อไปดีกว่า (อ้าว) สิ่งที่ผมจะนำเสนอวันนี้ก็คือ“อาชีพขายขนมโตเกียว” อาชีพที่โตมากับวัยเด็กของใครหลายคน เรามาดูกันดีกว่าครับว่าอาชีพนี้ดีอย่างไหร่
การเริ่มต้นไปสู่อาชีพขายขนมโตเกียว
สำหรับการเริ่มต้นทำอาชีพโตเกียวก่อนอื่นต้องมาดูวัสดุอุปกรณ์และต้นทุนการเปิดร้านโตเกียวเล็กๆซักร้านก่อนครับ อุปกรณ์ที่ควบจะมีดังนี้ครับ
- เตาสำหรับทำขนม
- ตู้กระจก สำหรับโชค์ขนม
- อุปกรณ์จำเป็น เช่น ถ้วยใส่ไส้หวาน ตะกร้าใส่ไส้กรอก ที่แซะขนม ผ้า ถุงใส่ขนม เป็นต้น
- วัตถุดิบ เช่น ไส้หวาน ไส้กรอก พริกไทย ซอส
- รถเข็น (หากขายแบบรถเข็น)
จากต้นทุนทั้งหมดโดยประมาณจะอยู่ที่เกือบ 10,000 บาททีเดียวครับ แต่อุปกรณ์พวกนี้เมื่อเราซื้อมาสามารถใช้งานได้ตลอด อายุการใช้งานค่อนข้างสูง หากคุณขายแบบร้านอยู่กับที่ไม่ใช้รถเข็นก็จะลดต้นทุนได้อีกเยอะทีเดียวครับ
วิธีทำขนมโตเกียว
สำหรับวิธีทำขนมโตเกียว ผมแนะนำคลิบนี้จาก FoodTrcelITVChanael เลยครับ ทำออกมาละเอียดและควรค่าแก่การศึกษามากครับ ขออนุญาตนำลงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
หรือหากใครยังดูแล้วไม่เข้าใจมีหลายที่ทีเดียวที่รับสอนการทำขนมโตเกียว เช่นศูนย์ฝึกอาชีพมติชน หรือกระทั่งเว็บไซต์ต่างๆก็มีให้เลือกมากทีเดียวครับ
หรือหากใครยังดูแล้วไม่เข้าใจมีหลายที่ทีเดียวที่รับสอนการทำขนมโตเกียว เช่นศูนย์ฝึกอาชีพมติชน หรือกระทั่งเว็บไซต์ต่างๆก็มีให้เลือกมากทีเดียวครับ

กลุ่มลูกค้าและแนวทางการขาย
สำหรับขนมโตเกียว กลุ่มลูกค้าค่อนข้างหลากหลายทีเดียวครับ จะอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่เด็กๆจนถึงวัยทำงานตอนต้นทีเดียว ดังนั้นลองโฟกัสดูกลุ่มลูกค้าและปรับแนวทางการขายครับ ยกตัวอย่าง ร้านขนมโตเกียวที่ผมทานมาแต่เด็กจะขายอยู่ในโซนโรงเรียน คุณลุงเค้าจะทำโตเกียวธรรมดาและมีแบบเขียนแป้งเป็นตัวการ์ตูนฮิตแถม หากใครซื้อถึง 20 บาทจะได้ 1 ตัว เรียกว่าเป็นไอเดียเรียกลูกค้าได้อย่างคาดไม่ถึงทีเดียวครับ
ก่อนจะจบบทความแนะนำการขายขนมโตเกียว
ขนมโตเกียวไม่ต้องทำการตลาดมากมายนักครับ แค่เพียงลองสำรวจว่าในพื้นที่ที่เราจะทำการขายมีคนขายแล้วหรือยัง เพราะหากมี 2 เจ้าอยู่ด้วยกันขายยากครับ มันไม่ได้ขายดีขนาดแย่งตลาดกันได้ 2 เจ้านอกจากคุณจะขายหน้าโรงเรียน ซึ่งอันนั้นขายดีแน่นอนครับ ดังนั้นลองวิเคราะห์ตลาดดูครับ ผมได้สอบถามมาจากคนขายขนมโตเกียวที่รู้จักกันถึง 3 คน รายได้เฉลี่ยของเค้าอยู่ที่ 500 – 1,500 บาท แต่ไม่ได้ขายหน้าโรงเรียนเป็นรถเข็นติดมอเตอร์ไซค์ขายครับ อาจมีแวะไปขายในช่วงเช้าและเย็นตามโรงเรียนแต่ไม่ได้ประจำ ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีทีเดียวครับ โดยใช้เวลาขายแค่ช่วงเช้า 6-9 โมง และพักมาขาย 4-6 โมงเย็นแค่นั้นเองครับ
ที่มา http://gu-suy.com
รวยไม่ยาก! ลุยไปกับอาชีพขายขนมโตเกียว อีกหนึ่งแนวทางสร้างตัว
หันหลังให้อาชีพลูกจ้าง มาปลูกไผ่เป๊าะ รายได้ดี ไม่มีปัญหาตลาด

คุณประยูร ใจการ มีอาชีพเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ของบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดพะเยา ตั้งแต่ ปี 2534 จนถึง ปี 2552 ระหว่างที่ทำงาน ได้เพาะไผ่ไปด้วย โดยปลูกไผ่ตั้งแต่ปี 2549
ปลูกครั้งแรก จำนวน 100 ต้น คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ 2 งาน สาเหตุจูงใจในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน เนื่องจากช่วงนั้นไผ่มีราคาดี และเป็นอาชีพอิสระ ทำแล้วสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้รวดเร็ว และมีใจรักในการทำเกษตรอยู่เป็นทุนเดิม
ปลูกครั้งแรก จำนวน 100 ต้น คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ 2 งาน สาเหตุจูงใจในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน เนื่องจากช่วงนั้นไผ่มีราคาดี และเป็นอาชีพอิสระ ทำแล้วสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้รวดเร็ว และมีใจรักในการทำเกษตรอยู่เป็นทุนเดิม
เนื่องจากพ่อแม่มีอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว จึงได้ลาออกจากการเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์มาปลูกไผ่เพิ่มเติม โดยขยายพื้นที่จากเดิม 1 ไร่ 2 งาน มาปลูกเพิ่มขึ้น เป็นพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบัน จำนวน 7 ไร่ และมีจำนวนต้น 4,000 ต้น ซึ่งขณะนี้ให้ผลผลิตทั้งหมด โดยใช้ทุนเริ่มต้นจากโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กขคจ.)

คุณประยูร เล่าให้ฟังว่า ไผ่เป๊าะ และไผ่ไต้หวัน ที่ปลูกจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งรายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายผลผลิตของแปลง จะได้วันละ 1,000 บาท โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมผลผลิตจะยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ราคาแพง และเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลผลิตจะมีจำนวนมาก แต่ราคาจะถูกลง เนื่องจากหน่อไม้ตามฤดูกาลจะออกสู่ตลาด รวมทั้งจะมีผลผลิตไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวันจากต่างจังหวัดมาแย่งลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วจะจำหน่ายได้ในราคา ประมาณ 40 บาท ต่อกิโลกรัม
เทคนิคที่ทำให้ประสบผลสำเร็จ
ในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวันการเตรียมดิน...มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ เพื่อเตรียมความอุดมสมบูรณ์ให้กับลำต้นของไผ่ในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมให้น้ำกับไผ่อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 วันครั้ง และกำจัดวัชพืชภายในแปลงให้สะอาด พร้อมนำฟางข้าวมาคลุมโคนต้นไผ่ เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดีและคลุมไม่ให้วัชพืชเกิดขึ้นด้วย
การให้ปุ๋ย...มีการให้ปุ๋ยเคมีเล็กน้อย โดยผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ ปุ๋ยที่ใช้คือ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ขีด ต่อต้น
การกำจัดวัชพืช...จะใช้การตัดโดยใช้แรงงานคน ไม่ใช้วิธีการใช้สารเคมีในการกำจัด วัชพืชที่ตัดแล้วจะนำไปเลี้ยงสัตว์ และทำปุ๋ยหมักภายในแปลง
การตลาด...จะจำหน่ายโดยส่งให้ลูกค้าขาประจำในตลาดสดของจังหวัดพะเยาทุกวัน จะเริ่มส่ง ตั้งแต่ ตี 3 โดยลูกค้าจะมารับและนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค โดยหน่อไม้ที่จะจำหน่าย คุณประยูรจะนำมาทำความสะอาด ตัดแต่งให้สวยงาม บรรจุถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม บางส่วนพ่อค้าก็มารับซื้อถึงแปลง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง
รายได้เฉลี่ยหักต้นทุนแล้ว ประมาณ 1,000 บาท ต่อวัน หรือเดือนละ 30,000 บาท รวม 5 เดือน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท เลยทีเดียว

คุณมนัส สะพานแก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งใช้อุปโภคและบริโภค ซึ่งขึ้นได้ในธรรมชาติทั่วไป เมื่อศึกษาข้อดีในด้านต่างๆ ของการนำมาใช้ เช่น การบริโภคหน่อ การนำมาใช้ในเครื่องอุปกรณ์จักสาน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน
สำหรับไผ่บริโภคหน่อที่เราพบเห็นและรู้จักกันดี เช่น ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่ซาง ไผ่หก ไผ่สีสุก ไผ่หวาน แต่สำหรับคนภาคเหนือจะรู้จักไผ่อีกชนิดหนึ่ง ในชื่อ ไผ่เป๊าะ หรือ หน่อเป๊าะ ที่มีคุณสมบัติดีเด่นในการให้หน่อ ซึ่งผลผลิตสูงในช่วงฤดูแล้ง หรือจะเรียกอีกอย่างคือ หน่อไม้นอกฤดูกาล ช่วงฤดูแล้งให้น้ำต้นหน่อเป๊าะ จะให้หน่อได้เร็ว (พันธุ์เบา) และมีหน่อจำนวนมาก ประกอบกับคนเหนือนิยมแกงหน่อไม้ใส่น้ำปูกันอย่างมาก
ถือเป็นอาหารสุดยอดของคนเหนือ จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสูงยิ่ง หน่อเป๊าะ จึงได้นำไปขยายปลูกในหลายพื้นที่ เป็นที่สนใจของเกษตรกรมาก เนื่องจากรายได้จากการขายหน่อ ค่อนข้างทำรายได้ดี เพราะโดยเฉลี่ยในระยะปีที่ 3 ขึ้นไป จะเฉลี่ยรายได้ถึงไร่ละ 30,000-50,000 บาท ต่อปี (จำหน่ายในช่วงเดือน มกราคมถึงพฤษภาคม กิโลกรัมละ 30-40 บาท) ราคาสูงเพราะเป็นการผลิตหน่อไม้นอกฤดูกาล
พันธุ์ไผ่เป๊าะ เท่าที่ทราบ ดูจากลักษณะของกาบหุ้มลำต้น มีกาบสีน้ำตาล กาบน้ำตาลชมพู และกาบน้ำตาลแดง และ ถ้าสังเกตลักษณะของลำ จะมีขนาดลำเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ลำขนาดเล็กจะให้หน่อดก ข้อเสียคือหน่อจะมีขนาดเล็กด้วย
การปลูกไผ่เป๊าะ ทำได้ไม่ยาก วิธีขยายพันธุ์ และนำไปปลูกนิยมขุดลำต้นและนำไปปลูกได้เลย ฤดูกาลและช่วงที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อยู่ในช่วงปลายฤดูฝน ระยะปลูก 5x5 เมตร ไร่ละประมาณ 75 ต้น
การดูแลรักษา
หน่อไผ่เป๊าะ จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป การให้น้ำ การให้ปุ๋ย และการตัดแต่งกอ และการกลบโคนต้น เป็นเรื่องสำคัญ ผลผลิตจะดีหรือไม่ขึ้นกับการบริหารจัดการในการดูแลรักษาเป็นหลัก เมื่อไผ่เป๊าะให้ผลผลิตแล้ว การใช้ปุ๋ย มีทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ขี้วัว) และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือปุ๋ย 46-0-0 (ยูเรีย) ซึ่งหน่อไผ่เป๊าะที่สมบูรณ์หน่อยจะดกและมีขนาดใหญ่ การใช้ยูเรียสูงหน่อจะโต
แต่มีข้อเสียในการขนส่งไปไกลๆ จะเน่าเสียง่าย ถ้าเป็นตลาดท้องถิ่นไม่มีผลกระทบ หลังฤดูการเก็บเกี่ยวในราวเดือนพฤศจิกายน เกษตรกรจะเริ่มตัดแต่งกอ โดยตัดต้นที่แก่ออก เหลือส่วนโคนไว้ไม่เกิน 5 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้ล้อมเป็นคอก ใช้ปุ๋ยคอกกลบโคนต้น พร้อมใช้ปุ๋ยเคมีหว่านบริเวณกอ ใช้ฟางคลุม และให้น้ำบริเวณกอให้ชุ่มอยู่ตลอด ประมาณเดือนมกราคมของทุกปี เมื่ออากาศเริ่มอุ่นไผ่เป๊าะจะเริ่มแทงหน่อ สามารถขุดจำหน่ายได้
วิถีการตลาดของหน่อไผ่เป๊าะ มีจำหน่ายในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย น่าน และ อุตรดิตถ์ และขณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีหน่อไม้เป๊าะจำหน่าย เกษตรกรมีความสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เพราะหน่อไผ่เป๊าะเป็นอาหารหลักยอดนิยมของคนเหนือ จุดเด่นเป็นไผ่พันธุ์เบา และรายได้ต่อไร่ค่อนข้างสูงไม่มีปัญหาด้านการตลาด
สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อ คุณประยูร ใจการ อยู่บ้านเลขที่ 12 บ้านผาช้างมูบ หมู่ที่ 1 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 185-5079
ที่มา http://farm.onzorn.info
หันหลังให้อาชีพลูกจ้าง มาปลูกไผ่เป๊าะ รายได้ดี ไม่มีปัญหาตลาด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


