เห็ดฟางคอนโด ฟาร์มโรงเรือน สวย หวาน กรอบ รายได้ก็งาม

ทำฟาร์มเห็ดฟางแบบโรงเรือนแบบคอนโดขาย รายได้ดี ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากสีสวย และเมื่อนำไปปรุงอาหารแล้วรสชาติอร่อย
นางศิริกานต์ ธาตุมณี ส.อบต.บ้านว่าน เกษตรกรบ้านโพนธาตุ หมู่ 6 ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ที่ทำเห็ดฟางแบบโรงเรือนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี เริ่มต้นจาก 3 โรงเรือน ปัจจุบันมีถึง 9 โรงเรือน สามารถเก็บขายได้ทุกวัน สร้างรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเดือนละกว่า 35,000 บาท เห็ดที่ส่งขายแต่ละวันไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากสีสวย ดอกโต ที่สำคัญนำไปปรุงอาหารแล้วรสชาติอร่อยกว่าเห็ดฟางที่เพาะแบบอัดฟาง คลุมพลาสติกกับพื้นดิน

นางศิริกานต์ ได้เล่าถึงความเป็นมาในการเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือนแบบคอนโดว่า เริ่มทำครั้งแรกในปี 2550 โดยเริ่มจากที่เป็นคนที่ชอบทานเห็ด มีพี่ชายที่เป็นคนเริ่มเพาะก่อน ซึ่งพี่ชายไปศึกษามาจาก จ.ร้อยเอ็ด จึงได้ศึกษาวิธีการจากพี่ชายว่าเริ่มทำได้ยังไง ก็เลยอยากทำบ้าง
เริ่มแรกทดลองทำ 3 โรงเรือน โรงเรือนหนึ่งมีความกว้าง 6 เมตร ยาว 10 เมตร รายได้ต่อเดือนก็อยู่ประมาณ 15,000 บาท เมื่อเห็นว่ารายได้จากการขายเห็ดเป็นรายได้เสริมที่ดี จากเดิมทำนาเพียงอย่างเดียว จึงได้ขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 6 โรงเรือน แต่ผลผลิตที่ออกมายังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และเก็บขายไม่ได้ทุกวัน จึงได้เพิ่มเป็น 9 โรงเรือน เพื่อให้สามารถเก็บเวียนได้ทุกวัน ตลอดทั้งเดือน

นางศิริกานต์ เล่าต่อไปอีกว่า ฟาร์มของเราเป็นฟาร์มแบบคอนโด ใน 1 โรงเรือนจะมี 3 แถว แถวละ 3 ชั้น รวมทั้งหมดเป็น 9 ชั้นต่อ 1 ฟาร์ม จะเพาะเห็ดได้ทุกฤดูกาล ยกเว้นฤดูหนาวที่ทำยาก จึงต้องหยุดพักไว้ประมาณ 2 - 3 เดือน ซึ่งดอกเห็ดที่เป็นฟาร์มแบบโรงเรือน แบบคอนโด จะดอกโต มีความกรอบ รสชาติจะหวาน จะไม่เหมือนเห็ดทั่วๆ ไป เพราะไม่มีดิน การดูแลจะยากกว่าที่ปลูกจากดิน ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี ต้องให้แสง ให้น้ำ ปกติจะให้น้ำวันละ 1 ครั้ง

เริ่มแรกเราต้องหมักเชื้อก่อน 5 วัน แล้วถึงเอาขึ้นฟาร์ม ต่อด้วยอบฆ่าเชื้อราประมาณ 4 ชั่วโมง หลังจากนั้น 10 วันจึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ หลังจากเอาขึ้นฟาร์มแล้ว 5 วันก็จะให้น้ำ 1 ครั้ง หลังจากให้น้ำครั้งแรกแล้ว รออีก 3 วันจึงให้น้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้วเว้นอีก 2 วันจึงจะให้น้ำได้ตามปกติ คือวันละ 1 ครั้ง
และเรายังสามารถปรับสีของดอกเห็ดได้จากการให้แสงแดด ถ้าดอกโดนแสงเยอะๆ จะดำ ถ้าไม่โดนแสงก็จะขาว เราจึงสามารถปรับสีได้ ซึ่งในตลาดคนจะชอบสีขาวแบบมีสีดำนิดๆ

นางศิริกานต์ เล่าต่อไปอีกว่า ผลกำไรจะตกโรงเรือนละ 4,500 – 5,000 บาท ฟาร์มหนึ่งๆ เก็บได้ 150 - 180 กิโลกรัม ส่งไปขายราคา 50 - 60 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ละเดือนจะเก็บหมุนเวียนไปครบทั้ง 9 ฟาร์ม จะมีรายรับหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วอยู่ประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ในหนึ่งวันเก็บได้ประมาณ 40 - 50 กิโลกรัม ตกรายได้ต่อวันประมาณ 2,000 – 3,000 บาท ซึ่งเกษตรกรในหมู่บ้านจะรวมกันทำเป็นแบบวิสาหกิจชุมชน ผลผลิตที่ได้จะส่งให้กับกลุ่มเป็นคนดูแลเรื่องการตลาด โดยกลุ่มจะเอาค่าส่วนต่างจากราคาที่ขายประมาณ 5 บาท สมาชิกในกลุ่มไม่ต้องไปนั่งขายเอง
ที่มา http://money.sanook.com
เห็ดฟางคอนโด ฟาร์มโรงเรือน สวย หวาน กรอบ รายได้ก็งาม
เห็ดฟางในตระกร้า เพาะง่าย เนื้อที่น้อย รายได้เกินแสน

กระแสรักสุขภาพยังคงไม่หนีไปไหน เห็ดฟางเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมในกลุ่มของผู้บริโภคและผู้ปลูก ใครที่ต้องการหารายได้เสริมจากการเพาะเห็ดฟางขาย และมีพื้นที่ไม่มาก เหมาะกับเรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปนี้

เทคนิคการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า
นั่นคือ เทคนิคการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติก การเพาะเห็ดฟางในตะกร้านี้เป็นวิธีการเพาะเห็ดฟางที่ประยุกต์ขึ้นมา แต่เดิมนั้นการเพาะเห็ดฟางแบบทั่วไปใช้พื้นที่ใน แนวราบ มาตรฐานของการเพาะเห็ดฟางในพื้นที่ราบ 1 ตารางเมตร ได้ผลผลิตได้ถึง 3 กิโลกรัม ถือว่ายอดเยี่ยมการเพาะเห็ดฟางแบบใน ตะกร้าจะใช้พื้นที่ในแนวสูงกับแนวราบของพื้นที่ตะกร้าที่เป็นทรงกระบอก
โดยสามารถใช้ตะกร้าซักผ้า ตะกร้าใส่ผลไม้ ตะกร้าใส่ปลา ของชาวประมง คือไม่สูงมากประมาณ 1 ฟุต รอบ ๆ ตะกร้าจะมีตามีช่องด้านบนเห็ดก็สามารถออกได้ และสามารถนำตะกร้าซ้อนกันได้หลายชั้น เป็นลักษณะของการเพิ่มพื้นที่การออกดอกของดอกเห็ด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีทำเหมาะกับทุกรูปแบบ
ตระกร้าพลาสติก
จุดคุ้มทุน เมื่อเทียบกับการเพาะแบบอื่นๆ
จุดคุ้มทุน ทั้งนี้ จากการเก็บตัวเลขในกระบวนวิจัยบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถวางได้ถึง 9 ตะกร้า โดยวางชั้นเดียวเมื่อ 1 ตารางเมตร วางได้ถึง 9 ตะกร้า จะได้เห็ดไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ต่อ 1 ตะกร้า เพราะฉะนั้น 1 ตารางเมตร ได้อย่างน้อย 9 กิโลกรัม เปรียบเทียบ
แบบกอง คือ 3 กิโลกรัม แบบตะกร้าได้มากกว่า แนวทางในการพัฒนาตรงนี้ค่อนข้างจะเป็นที่สนใจของนักวิชาการ และผู้สนใจที่จะเพาะเห็ดอยู่มาก
จุดคุ้มทุน ทั้งนี้ จากการเก็บตัวเลขในกระบวนวิจัยบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถวางได้ถึง 9 ตะกร้า โดยวางชั้นเดียวเมื่อ 1 ตารางเมตร วางได้ถึง 9 ตะกร้า จะได้เห็ดไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ต่อ 1 ตะกร้า เพราะฉะนั้น 1 ตารางเมตร ได้อย่างน้อย 9 กิโลกรัม เปรียบเทียบ
แบบกอง คือ 3 กิโลกรัม แบบตะกร้าได้มากกว่า แนวทางในการพัฒนาตรงนี้ค่อนข้างจะเป็นที่สนใจของนักวิชาการ และผู้สนใจที่จะเพาะเห็ดอยู่มาก
วัสดุที่ใช้ในการเพาะเห็ด
วัสดุที่เพาะเห็ดฟางนั่นมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ฟางข้าว ถั่ว หรือเปลือกถั่วได้ทุกชนิด เปลือกมันสำปะหลัง ต้นข้าวโพดแห้ง (นำมาสับ และนำไปแช่น้ำก็สามารถนำมาเพาะได้เช่นกัน ) ผักตบชวา ต้นกล้วยหั่นตากแห้ง ทะลายปาล์ม หรือผลปาล์ม ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนทุกชนิด แม้แต่กระดาษก็สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมนำกระสอบป่านเก่าๆ ผ่านการแช่น้ำมาแล้ว มาใช้เป็นวัสดุได้เช่นกัน เรียกได้ว่า อะไรที่มาจากธรรมชาติ และเก็บความชื้นได้ดี ก็สามารถนำมาเป็นวัสดุในการเพาะเห็ดฟางได้ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ในแต่ละพื้นที่ก็อาจจะมีวัสดุที่แตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ก็จะเป็นพวก ขุยมะพร้าว โดยขุยมะพร้าว 2 ส่วน นำมาผสมกับขี้วัว 1 ส่วน ซึ่งข้อดีของการใช้ขุยมะพร้าวกับขี้วัว ก็คือ เราจะได้ความชื้นและมีอาหารจากขี้วัว มาช่วยบำรุงให้เห็ดนั้นเติบโตได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เกษตรกรมักจะนิยมใช้ฟางข้าว เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เห็ดฟาง บรรพบุรุษของเราจะใช้ฟางข้าวในการเพาะเห็ด หรือ เห็ดจะขึ้นเองตามกองฟาง แต่ปัจจุบันที่เราไม่พบเห็นเห็ดตามกองฟาง เหมือนในอดีต เพราะ ฟางข้าวมีสารเคมีตกค้าง จากการที่เกษตรกรใช้สารพิษ ในการฆ่าแมลง และใช้ปุ๋ยเคมีในการบำรุงข้าว เป็นสาเหตุที่เราไม่แนะนำให้ใช้ฟางข้าว เพราะนอกจากเห็ดจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรเพราะสารเคมีแล้ว สารพิษที่ตกค้างในฟางข้าวยังซึมผ่านเส้นใยของเห็ด เมื่อเราบริโภคเห็ดเข้าไปก็รับสารพิษเข้าไปด้วย
ทั้งนี้ ในแต่ละพื้นที่ก็อาจจะมีวัสดุที่แตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ก็จะเป็นพวก ขุยมะพร้าว โดยขุยมะพร้าว 2 ส่วน นำมาผสมกับขี้วัว 1 ส่วน ซึ่งข้อดีของการใช้ขุยมะพร้าวกับขี้วัว ก็คือ เราจะได้ความชื้นและมีอาหารจากขี้วัว มาช่วยบำรุงให้เห็ดนั้นเติบโตได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เกษตรกรมักจะนิยมใช้ฟางข้าว เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เห็ดฟาง บรรพบุรุษของเราจะใช้ฟางข้าวในการเพาะเห็ด หรือ เห็ดจะขึ้นเองตามกองฟาง แต่ปัจจุบันที่เราไม่พบเห็นเห็ดตามกองฟาง เหมือนในอดีต เพราะ ฟางข้าวมีสารเคมีตกค้าง จากการที่เกษตรกรใช้สารพิษ ในการฆ่าแมลง และใช้ปุ๋ยเคมีในการบำรุงข้าว เป็นสาเหตุที่เราไม่แนะนำให้ใช้ฟางข้าว เพราะนอกจากเห็ดจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรเพราะสารเคมีแล้ว สารพิษที่ตกค้างในฟางข้าวยังซึมผ่านเส้นใยของเห็ด เมื่อเราบริโภคเห็ดเข้าไปก็รับสารพิษเข้าไปด้วย
ฟางข้าว
ขุยมะพร้าว
ขั้นตอนการเพาะเห็ดฟาง
1) นำวัสดุเพาะใส่ลงตะกร้าสูงจากตะกร้าประมาณ 2-3 นิ้ว กดด้วยไม้ให้พอแน่น ให้ชิดขอบตะกร้าให้มากที่สุด
1) นำวัสดุเพาะใส่ลงตะกร้าสูงจากตะกร้าประมาณ 2-3 นิ้ว กดด้วยไม้ให้พอแน่น ให้ชิดขอบตะกร้าให้มากที่สุด
2) นำอาหารเสริมผักตบชวา โรยบนขี้เลื่อยให้ชิดตะกร้า กว้าง 2-3 นิ้ว สูง 1 นิ้ว
3) นำเชื้อเห็ดฟางฉีกเป็นชิ้นขนาด 1-2 ซม. คลุกกับแป้งสาลี แบ่งเชื้อเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน นำส่วนที่ 1 วางเป็นจุดๆ ห่างกันประมาณ 5-10 ซม. ทำเช่นนี้จำนวน 3 ชั้น
4) ชั้นที่ 4 วางอาหารเสริมให้เต็มพื้นที่ของตะกร้า โรยเชื้อเห็ดให้เต็มพื้นที่เช่นกัน โรยขี้เลื่อยให้เต็มตะกร้า
5) นำน้ำประมาณ 2 ลิตร ลดลงด้านบนให้ชุ่ม วางตะกร้าในโรงเรือน หรือกระโจมที่เตรียมไว้
6) วางตะกร้าซ้อนกันได้ไม่เกิน 4 ใบ นำพลาสติกมาคลุมกระโจม หรือโครงไม้ไผ่จากบนลงล่าง คลุมให้มิด ด้านล่างควรใช้อิฐหรือไม้ทับเพื่อป้องกันพลาสติกเปิดออก
7) ช่วงวันที่ 1-4 วันแรก อุณหภูมิจะอยู่ในระดับ 37-40 องศาเซลเซียส
8) วันที่ 4 ให้เปิดพลาสติกคลุมออก เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศ หากวัสดุเพาะแห้งให้รดน้ำได้ แต่เพียงเล็กน้อย
9) วันที่ 5-8 ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 28-32 องศาเซลเซียส
10) การเก็บเกี่ยววันที่ 8-9 เห็ดฟางเริ่มให้ดอกขนาดโตขึ้นจนสามารถเก็บได้ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับดอกแล้วหมุนเล็กน้อยยกขึ้น ไม่ควรใช้มีดตัดเพาะส่วนที่เหลือจะเน่าเสียลุกลามไปยังดอกอื่น เก็บเสร็จให้รีบปิดพลาสติกหรือโรงเรือนตามเดิม
ค่าใช้จ่ายในการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า มีดังนี้
1. ตะกร้าพลาสติกขนาดสูง 11 นิ้ว ปากตะกร้ากว้างประมาณ 18 นิ้ว มีตาห่างกันประมาณ 1 นิ้ว ตะกร้าใบหนึ่งใช้ได้หลายครั้ง อาจใช้ได้นานเกิน 20 ครั้งขึ้นไป ราคาใบละประมาณ 30 บาท
2. ชั้นโครงเหล็ก ใช้เหล็กแป๊ปสี่เหลี่ยมขนาด 6 หุน มาทำเป็นโครงเหล็กให้ได้ขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร สูง 2 เมตร ยาง 2 เมตร ซึ่งโครงเหล็กมี 4 ชั้น สามารถวางตะกร้าเพาะได้ 40 ใบ ราคาโครงเหล็กประมาณ 705 บาท
3. แผ่นพลาสติกสำหรับคลุมชั้นโครงเหล็ก ใช้แผ่นพลาสติกใสขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร ราคาประมาณ 60 บาท
4. โรงเรือน ซึ่งโรงเรือนเป็นไม้ลักษณะของโรงเรือน คือนำไม้มาประกอบกันซึ่งสร้างให้มีขนาดใหญ่ จนสามารถครอบชั้นโครงเหล็กได้ ราคาโรงเรือนทั้งหมดประมาณ 900 – 1,000 บาท
5. วัสดุเพาะ อาจใช้ฟางหรือก้อนขี้เลื่อยที่ผ่านการเพาะเห็ดถุงมาแล้ว ใช้ 9 ก้อนต่อ 1 ตะกร้า ราคาเฉลี่ยประมาณก้อนละ50 สตางค์ รวมเป็นเงินต่อตะกร้าประมาณ 4 – 5 บาท
6. อาหารเสริม เราสามารถใช้ผักตบชวาหั่นประมาณ 1 ลิตรต่อตะกร้าคิดเป็นเงินรวมตะกร้าละไม่ถึง 1 บาท
7. ค่าเชื้อเห็ดฟางแบบอีแปะถุงละประมาณ 2 บาท
8. ค่าจ้างแรงงานเพาะคิดเป็นเงินตะกร้าละ 3 บาท
9. ค่าจ้างดูแล คิดเป็นเงินต่อตะกร้าละประมาณ 5 บาท
10. ค่าจ้างแรงงาน เพื่อการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวต่อผลผลิตกิโลกรัมละประมาณ 5 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันบาทต้น ๆ แต่หากลบค่าใช้จ่ายเรื่องโรงเรือนออกไป ราคาเห็ดฟางต่อหนึ่งตะกร้าจะลง ทุนเพียงประมาณไม่ถึง 50 บาท เท่านั้น
1. ตะกร้าพลาสติกขนาดสูง 11 นิ้ว ปากตะกร้ากว้างประมาณ 18 นิ้ว มีตาห่างกันประมาณ 1 นิ้ว ตะกร้าใบหนึ่งใช้ได้หลายครั้ง อาจใช้ได้นานเกิน 20 ครั้งขึ้นไป ราคาใบละประมาณ 30 บาท
2. ชั้นโครงเหล็ก ใช้เหล็กแป๊ปสี่เหลี่ยมขนาด 6 หุน มาทำเป็นโครงเหล็กให้ได้ขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร สูง 2 เมตร ยาง 2 เมตร ซึ่งโครงเหล็กมี 4 ชั้น สามารถวางตะกร้าเพาะได้ 40 ใบ ราคาโครงเหล็กประมาณ 705 บาท
3. แผ่นพลาสติกสำหรับคลุมชั้นโครงเหล็ก ใช้แผ่นพลาสติกใสขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร ราคาประมาณ 60 บาท
4. โรงเรือน ซึ่งโรงเรือนเป็นไม้ลักษณะของโรงเรือน คือนำไม้มาประกอบกันซึ่งสร้างให้มีขนาดใหญ่ จนสามารถครอบชั้นโครงเหล็กได้ ราคาโรงเรือนทั้งหมดประมาณ 900 – 1,000 บาท
5. วัสดุเพาะ อาจใช้ฟางหรือก้อนขี้เลื่อยที่ผ่านการเพาะเห็ดถุงมาแล้ว ใช้ 9 ก้อนต่อ 1 ตะกร้า ราคาเฉลี่ยประมาณก้อนละ50 สตางค์ รวมเป็นเงินต่อตะกร้าประมาณ 4 – 5 บาท
6. อาหารเสริม เราสามารถใช้ผักตบชวาหั่นประมาณ 1 ลิตรต่อตะกร้าคิดเป็นเงินรวมตะกร้าละไม่ถึง 1 บาท
7. ค่าเชื้อเห็ดฟางแบบอีแปะถุงละประมาณ 2 บาท
8. ค่าจ้างแรงงานเพาะคิดเป็นเงินตะกร้าละ 3 บาท
9. ค่าจ้างดูแล คิดเป็นเงินต่อตะกร้าละประมาณ 5 บาท
10. ค่าจ้างแรงงาน เพื่อการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวต่อผลผลิตกิโลกรัมละประมาณ 5 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันบาทต้น ๆ แต่หากลบค่าใช้จ่ายเรื่องโรงเรือนออกไป ราคาเห็ดฟางต่อหนึ่งตะกร้าจะลง ทุนเพียงประมาณไม่ถึง 50 บาท เท่านั้น
ที่มา http://www.ชี้ช่องรวย.com
เห็ดฟางในตระกร้า เพาะง่าย เนื้อที่น้อย รายได้เกินแสน
ลงทุนทำโรงเรือนเพาะเห็ด 3 โรงขายได้ทั้งปี รายได้กว่าเดือนละ 50,000 สามารถติดต่อขอดูงานได้

ทำโรงเรือนเพาะเห็ดราคาไม่แพง ทำได้ไม่ยากลองมาดูกัน
การเพาะเห็ดนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในตลาดผู้รักสุขภาพ นิยมบริโภค เห็ดเป็นอย่างมากเพราะเห็ดเป็นอาหารไร้ไขมัน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำจำพวกเชื้อรา เป็นอาหารประเภทผักที่ไม่มีไขมัน มีการเจริญเติบโตเป็นสายใย มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไป และเห็ดก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามิน
จึงให้คุณค่าทางโภชนาการ และมีสรรพคุณทางยา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น ในปัจจุบันยังพบว่า เห็ด ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย มีผู้เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเลยทีเดียว
คุณคมสันต์ แสนทวีสุข หนุ่มโสด ชาวไร่ วัย 30 ปีเศษๆ แห่งเมืองอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่หันมาเพาะเห็ดขาย จนมีรายได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งเมื่อก่อนคุณคมสันต์ได้ผ่านการประกอบอาชีพต่างๆ มานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นช่าง ทั้งทำนา ทำไร่มัน ค้าขาย ทำค่ายมวย แต่ก็ไม่รวยสักที จนกระทั่ง ต้นปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา จึงได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอน เพื่อเพาะเห็ดขาย รายได้จึงทะลักเข้ามาอย่างน่าพอใจ จากที่เคยตระเวนขายไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเอง ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งขายอยู่ที่ฟาร์ม หรือบางทีมีลูกค้าสั่งเป็นจำนวนมากๆ ก็นำส่งถึงที่ มาถึงตอนนี้ใครๆ ต่างก็เรียก เสี่ยเหน่ง

คุณคมสันต์ หรือ เสี่ยเหน่ง เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือ ทำไร่มัน ในปัจจุบันนี้หันมาเพาะเห็ดขายด้วย โดยฟาร์มเห็ดของตน มีชื่อว่า ฟาร์ม ส. เทพพิทักษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านของตนเอง คือ บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 6 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่งทำมาได้ 1 ปีเศษๆ โดยมีญาติพี่น้องคอยช่วยดูแลอยู่ 2-3 คน เห็ดที่คุณคมสันต์เพาะขายก็มี เห็ดขอนขาว และเห็ดนางฟ้าภูฏาน นอกจากจะขายดอกเห็ดสดๆ แล้ว คุณคมสันต์ยังจำหน่ายหรือขายก้อนเห็ดอีกด้วย สำหรับเรื่องตลาดรองรับนั้นสบายมาก เพราะในปัจจุบันมีลูกค้ามาซื้อถึงฟาร์ม และยังมีขาประจำจากตลาดเจริญศรีมาสั่งซื้อคราวละมากๆ คุณคมสันต์ก็ขายส่ง และนำส่งให้ถึงที่ในราคาขายส่ง
แต่บางครั้งก็ให้ญาตินำไปขายปลีกตามตลาดนัดในเขตอำเภอวารินชำราบและอำเภอสว่างวีระวงศ์ ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์จะมีโรงเรือนเพาะเห็ด 3 โรงเรือน และเพาะเห็ดขายตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท เป็นอย่างต่ำ สำหรับในช่วงฤดูหนาวอากาศจะเหมาะสำหรับการเพาะเห็ดนางฟ้า และช่วงฤดูร้อนอากาศจะเหมาะกับการเพาะเห็ดขอน ตอนนี้คุณคมสันต์กำลังขยายกิจการ โดยเพิ่มโรงเรือนขึ้นมาอีก 2 โรงเรือน รวมเป็น 5 โรงเรือน จึงได้จ้างแรงงานจากเพื่อนบ้านเข้ามาช่วย เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทางหนึ่ง และจากการขยายกิจการนี้ คาดว่ารายรับหรือกำไรคงได้เพิ่มขึ้นมาอีก ส่วนราคาจำหน่ายนั้น เห็ดขอนขาว จะขายกิโลกรัมละ 80 บาท เห็ดนางฟ้า ขายกิโลกรัมละ 70 บาท และก้อนเห็ด จะขายก้อนละ 7 บาท เสี่ยเหน่งกล่าว
คุณคมสันต์ บอกว่า การเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอนขาวนั้น ถ้าเราสนใจและตั้งใจทำจริงๆ มันก็ไม่ยุ่งยากเหมือนอย่างที่หลายๆ คนคิด อย่างคุณคมสันต์นี่ก็จะศึกษาหาความรู้จากตำราต่างๆ พร้อมกับออกไปศึกษาจากฟาร์มเห็ดจริงๆ ด้วย จึงอยากจะบอกว่า ถ้าใครคิดจะหันมาเพาะเห็ดขายเป็นรายได้เสริม หรือเพาะเป็นอาชีพ มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจและถ่องแท้ก่อนนะ
เริ่มต้นที่ การเตรียมโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้าจะต้องถูกวิธีและถูกสุขลักษณะ และควรมีขนาดมาตรฐาน เป็นแบบที่สร้างง่าย ลงทุนน้อย ใช้วัสดุในท้องถิ่นเราเอง ฟาง หญ้าแฝก ไม้ไผ่ เป็นต้น และสร้างในที่เย็นชื้น การมุงหลังคาขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดด้วย และให้ดูสภาพอากาศด้วยว่า เห็ดอะไรชอบอากาศแบบไหน สำหรับประตูโรงเรือนให้ปิดประตูด้วยกระสอบป่าน ปูพื้นด้วยทราย เพื่อเก็บความชื้น และทิศทางลมก็สำคัญมาก
เพราะมีผลต่อก้อนเห็ด และการออกดอกของเห็ด และการทำก้อนเชื้อเพาะเห็ดนางฟ้า ก็ต้องมีความรู้ในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น ขี้เลื่อยยางพารา หรือขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน แต่ขี้เลื่อยยางพาราจะให้ผลดีมากกว่า จากนั้นก็หาส่วนผสมอื่นๆ มาผสม ทั้ง ขี้เลื่อยยางพาราแห้งสนิท 100 กิโลกรัม รำละเอียด 6-8 กิโลกรัม ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม ปูนยิปซัม 1 กิโลกรัม หินปูนหรือผงชอล์ก 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม น้ำ 80 กิโลกรัม และ EM 1 ลิตร เป็นต้น

จากนั้น เมื่อหาส่วนผสมได้ครบ ก็ลงมือทำก้อนเชื้อเห็ด ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ต้องผสมให้ดีหรือให้ถูกสูตร ก่อนผสมต้องตากกองขี้เลื่อยกี่วัน เวลาผสมต้องเติมน้ำกี่ลิตร เมื่อผสมเสร็จก็กรอกใส่ถุงเพาะเห็ด ใส่ให้ได้น้ำหนักเท่าไร เราต้องทำให้ถูก เมื่อทำก้อนเชื้อเสร็จ ก็จะเป็นการหยอดเชื้อและบ่มเชื้อเห็ดนางฟ้า และนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อโรค นึ่งกี่ครั้ง ใช้อุณหภูมิเท่าไร นึ่งนานกี่ชั่วโมง เราต้องรู้และทำให้ถูก เมื่อนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว ก็จะหยอดเชื้อเห็ดลงก้อนเชื้อ หยอดกี่เม็ดนั้นควรทำตามสูตร เมื่อหยอดเชื้อลงก้อนเชื้อเห็ดเสร็จแล้ว ให้ปิดปากถุงก้อนเชื้อให้เรียบร้อย หลังจากหยอดเชื้อลงในก้อนเชื้อเสร็จ เราก็จะบ่มเชื้อเห็ดในอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยการบ่มเชื้อเห็ดนั้นต้องนำก้อนไปบ่ม ประมาณ 20-25 วัน อย่างนี้เป็นต้น
เราต้องทำให้ถูก ผลผลิตจึงจะออกมาดี ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น เราควรมีเทคนิคที่ทำให้ออกดอกสม่ำเสมอและดอกใหญ่ ซึ่งทำได้ดังนี้ คือ เมื่อเก็บดอกเสร็จต้องทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อโดยเขี่ยเศษเห็ดออกให้หมด งดให้น้ำสัก 3 วัน เพื่อให้เชื้อฟักตัวแล้วก็กลับมาให้น้ำอีกตามปกติ เห็ดก็จะเกิดเยอะเหมือนเดิม หรือเมื่อเก็บดอกเห็ดเสร็จก็ทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อเหมือนเดิม แล้วรัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้า ทิ้งระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน ให้น้ำปกติ หลังจากนั้น เปิดปากถุงก็จะเกิดดอกที่สม่ำเสมอ และเมื่อเห็ดออกดอกและบานจนได้ขนาดที่ต้องการแล้ว ให้เก็บดอกโดยจับที่โคนดอกทั้งช่อ โยกซ้ายขวา-บนล่าง แล้วดึงออกจากถุงเห็ด ระวังอย่าให้ปากถุงเห็ดบาน ถ้าดอกเห็ดโคนขาดติดอยู่ให้แคะออกทิ้งให้สะอาด เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และป้องกันแมลงมาวางไข่แล้วเกิดเป็นตัวหนอน หากพบดอกแก่เกินไปก็ควรเก็บทิ้งด้วย

นอกจากนี้ คุณคมสันต์ ยังได้พูดถึงปัญหาในการเพาะเห็ดนางฟ้าว่า เราต้องศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ให้ดี เช่น เชื้อในถุงไม่เดิน จะมีสาเหตุมาจากขณะหยอดเชื้อ ถุงก้อนเชื้อร้อนเกิน เชื้ออ่อนแอเกินไป และลืมหยอดเชื้อ นอกจากนี้ต้องรู้เรื่องศัตรูจำพวกหนอน แมลงหวี่ และปัญหาอื่นๆ รวมทั้งการเลือกวัสดุก็สำคัญไม่น้อย เช่น การใช้ขี้เลื่อย ถ้าเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา เห็ดจะออกดอกดีที่สุด เอาเป็นว่าถ้าท่านใดสนใจอยากดูตัวอย่าง หรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ให้ไปพบคุณคมสันต์เพื่อขอคำแนะนำ หรือศึกษาดูงานของจริงได้ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์ ตามที่อยู่ข้างต้น คุณคมสันต์ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ
ที่มา http://farm.onzorn.info
ลงทุนทำโรงเรือนเพาะเห็ด 3 โรงขายได้ทั้งปี รายได้กว่าเดือนละ 50,000 สามารถติดต่อขอดูงานได้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


