ชาว จ.ตรัง เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ รายได้งาม 3 หมื่นบาทต่อเดือน



ชาว จ.ตรัง เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดขาย หลังราคายางพาราตกต่ำสร้างรายได้กว่า 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนลูกค้ามีทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีแนวโน้มไปได้สวย เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ยังไม่มีคู่แข่งทางการค้า อีกทั้งรสชาติของกุ้งมังกรน้ำจืดยังหวานนุ่มและหอมอร่อยทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก


นายณรงค์วิทย์ ชุมรัตน์ อายุ 29 ปีอยู่บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 7 ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ผันตัวเองจากการทำอาชีพสวนยางพาราหันมาเลี้ยงกุ้งมังกรน้ำจืดหรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดในบ่อซีเมนต์และในกะละมังหรือภาชนะเหลือใช้ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมทดแทนราคายางพาราตกต่ำ โดยสั่งแม่พันธุ์กุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดมาจากเพื่อนที่เลี้ยงอยู่

ก่อนแล้วที่อำเภอห้วยยอด จ.ตรัง จำนวน 100 ตัว เมื่อเลี้ยงไปประมาณ 3-4 เดือนกุ้งจะผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติเมื่อกุ้งเริ่มตั้งท้องจึงแยกออกมาขังเดี่ยวเพื่อให้กุ้งสลัดไข่ออกมาและไม่กินไข่ของตัวเอง ใช้เวลาเลี้ยงลูกกุ้งอีกประมาณ 30-45 วันจะได้ขนาดความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร จึงสามารถขายลูกกุ้งได้ในราคาตัวละ 13-15 บาท ซึ่งหากเลี้ยงไว้ขายทั้งตัวจะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือนราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท หรือขนาด 10-12 ตัว ต่อกิโลกรัม



ส่วนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ขายในราคาคู่ละ 300-500 บาท แล้วแต่สายพันธุ์ของกุ้ง ซึ่งมีทั้งกุ้งก้ามแดง ก้ามสีน้ำเงินและกุ้งมารอน แต่ส่วนใหญ่ที่นี่จะขายกุ้งเพื่อนำไปรับประทานมากกว่านำไปเลี้ยงเพื่อความสวยงาม ส่วนการเพาะเลี้ยงไม่ยุ่งยากสามารถเลี้ยงได้ทั้งในกะละมัง ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์และภาชนะต่าง ๆ โดยใช้อาหารกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำให้กินวันละ 1 ครั้ง ในช่วงค่ำ เลี้ยงไว้ประมาณ 3-4 เดือน จะได้ทั้งกุ้งขายเนื้อและแม่พันธุ์พ่อพันธุ์กุ้ง ขนาดต่าง ๆ

ด้าน นายณรงค์วิทย์ ชุมรัตน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมังกรน้ำจืด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง กล่าวอีกว่า เพราะยางพาราราคาตกต่ำจึงหันมาเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดหรือกุ้งก้ามแดงขายซึ่งเลี้ยงมาประมาณ 5 เดือนแล้วผลตอบรับดีเกินคาด สร้างรายได้กว่า 30,000 บาทต่อเดือนและขายลูกกุ้งราคาตัวละ 15 บาทซึ่งในภาคใต้มีตลาดมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ

ที่มา http://www.workpointtv.com


ชาว จ.ตรัง เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ รายได้งาม 3 หมื่นบาทต่อเดือนชาว จ.ตรัง เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ รายได้งาม 3 หมื่นบาทต่อเดือน

ชาวสุรินทร์ เก็บผลลำดวนขายสร้างรายได้


ระยะนี้เริ่มเข้าหน้าฝน ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ต่างพากันออกหาเก็บของป่าใกล้แนวเขาในพื้นที่ชายแดน มาวางขายในเพิงร้านข้างทาง ตรงข้าม ร.พ.กาบเชิง อย่างคึกคัก สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ ผลลำดวน ซึ่งเป็นผลไม้ป่าผล มีสีดำอมม่วง และมีรสเปรี้ยวหวาน มักจะออกผล และสุกในช่วงต้นฤดูฝน ได้รับความนิยมจากประชาชนที่สัญจรไปมา จอดรถแวะซื้อ น.ส.สุภาพร สวายวงศ์ อายุ 27 ปี กล่าวว่า พวกตนจะออกเก็บผลลำดวนบริเวณป่าใกล้ภูเขาตามแนวชายแดน มาวางขายสลับสับเปลี่ยนกับพืชผักชนิดอื่น หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เพื่อหารายได้เสริมนอกเหนือจากการทำไร่ทำนา ซึ่งผลลำดวนจะนำมาคัดวางขายเป็นถาดๆละ 20 บาท หรือ 3 ถาด 50 บาท วันหนึ่งๆ จะสามารถขายได้ 400-500 บาทต่อวัน เลยทีเดียว ซึ่งก็ได้รับความสนใจจาก ทั้งชาวบ้าน พนักงาน และข้าราชการ ที่ต่างพากันจอดแวะซื้อไปกินตลอดทั้งวัน



ที่มา http://news.sanook.com


ชาวสุรินทร์ เก็บผลลำดวนขายสร้างรายได้

เห็ดฟางคอนโด ฟาร์มโรงเรือน สวย หวาน กรอบ รายได้ก็งาม


ทำฟาร์มเห็ดฟางแบบโรงเรือนแบบคอนโดขาย รายได้ดี ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากสีสวย และเมื่อนำไปปรุงอาหารแล้วรสชาติอร่อย

นางศิริกานต์ ธาตุมณี ส.อบต.บ้านว่าน เกษตรกรบ้านโพนธาตุ หมู่ 6 ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ที่ทำเห็ดฟางแบบโรงเรือนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี เริ่มต้นจาก 3 โรงเรือน ปัจจุบันมีถึง 9 โรงเรือน สามารถเก็บขายได้ทุกวัน สร้างรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเดือนละกว่า 35,000 บาท เห็ดที่ส่งขายแต่ละวันไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากสีสวย ดอกโต ที่สำคัญนำไปปรุงอาหารแล้วรสชาติอร่อยกว่าเห็ดฟางที่เพาะแบบอัดฟาง คลุมพลาสติกกับพื้นดิน
mu2

นางศิริกานต์ ได้เล่าถึงความเป็นมาในการเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือนแบบคอนโดว่า เริ่มทำครั้งแรกในปี 2550 โดยเริ่มจากที่เป็นคนที่ชอบทานเห็ด มีพี่ชายที่เป็นคนเริ่มเพาะก่อน ซึ่งพี่ชายไปศึกษามาจาก จ.ร้อยเอ็ด จึงได้ศึกษาวิธีการจากพี่ชายว่าเริ่มทำได้ยังไง ก็เลยอยากทำบ้าง

เริ่มแรกทดลองทำ 3 โรงเรือน โรงเรือนหนึ่งมีความกว้าง 6 เมตร ยาว 10 เมตร รายได้ต่อเดือนก็อยู่ประมาณ 15,000 บาท เมื่อเห็นว่ารายได้จากการขายเห็ดเป็นรายได้เสริมที่ดี จากเดิมทำนาเพียงอย่างเดียว จึงได้ขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 6 โรงเรือน แต่ผลผลิตที่ออกมายังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และเก็บขายไม่ได้ทุกวัน จึงได้เพิ่มเป็น 9 โรงเรือน เพื่อให้สามารถเก็บเวียนได้ทุกวัน ตลอดทั้งเดือน
 mu3

นางศิริกานต์ เล่าต่อไปอีกว่า ฟาร์มของเราเป็นฟาร์มแบบคอนโด ใน 1 โรงเรือนจะมี 3 แถว แถวละ 3 ชั้น รวมทั้งหมดเป็น 9 ชั้นต่อ 1 ฟาร์ม จะเพาะเห็ดได้ทุกฤดูกาล ยกเว้นฤดูหนาวที่ทำยาก จึงต้องหยุดพักไว้ประมาณ 2 - 3 เดือน ซึ่งดอกเห็ดที่เป็นฟาร์มแบบโรงเรือน แบบคอนโด จะดอกโต มีความกรอบ รสชาติจะหวาน จะไม่เหมือนเห็ดทั่วๆ ไป เพราะไม่มีดิน การดูแลจะยากกว่าที่ปลูกจากดิน ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี ต้องให้แสง ให้น้ำ ปกติจะให้น้ำวันละ 1 ครั้ง
 mu4
เริ่มแรกเราต้องหมักเชื้อก่อน 5 วัน แล้วถึงเอาขึ้นฟาร์ม ต่อด้วยอบฆ่าเชื้อราประมาณ 4 ชั่วโมง หลังจากนั้น 10 วันจึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ หลังจากเอาขึ้นฟาร์มแล้ว 5 วันก็จะให้น้ำ 1 ครั้ง หลังจากให้น้ำครั้งแรกแล้ว รออีก 3 วันจึงให้น้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้วเว้นอีก 2 วันจึงจะให้น้ำได้ตามปกติ คือวันละ 1 ครั้ง
และเรายังสามารถปรับสีของดอกเห็ดได้จากการให้แสงแดด ถ้าดอกโดนแสงเยอะๆ จะดำ ถ้าไม่โดนแสงก็จะขาว เราจึงสามารถปรับสีได้ ซึ่งในตลาดคนจะชอบสีขาวแบบมีสีดำนิดๆ
 mu7
นางศิริกานต์ เล่าต่อไปอีกว่า ผลกำไรจะตกโรงเรือนละ 4,500 – 5,000 บาท ฟาร์มหนึ่งๆ เก็บได้ 150 - 180 กิโลกรัม ส่งไปขายราคา 50 - 60 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ละเดือนจะเก็บหมุนเวียนไปครบทั้ง 9 ฟาร์ม จะมีรายรับหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วอยู่ประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ในหนึ่งวันเก็บได้ประมาณ 40 - 50 กิโลกรัม ตกรายได้ต่อวันประมาณ 2,000 – 3,000 บาท ซึ่งเกษตรกรในหมู่บ้านจะรวมกันทำเป็นแบบวิสาหกิจชุมชน ผลผลิตที่ได้จะส่งให้กับกลุ่มเป็นคนดูแลเรื่องการตลาด โดยกลุ่มจะเอาค่าส่วนต่างจากราคาที่ขายประมาณ 5 บาท สมาชิกในกลุ่มไม่ต้องไปนั่งขายเอง

ที่มา http://money.sanook.com


เห็ดฟางคอนโด ฟาร์มโรงเรือน สวย หวาน กรอบ รายได้ก็งาม

กระชาย "ราชาแห่งสมุนไพร" ปลูกง่าย รายได้งาม



กระชาย คือ "ราชาแห่งสมุนไพร" สรรพคุณดีเทียบเท่าโสมเกาหลี  ในวงการแพทย์แผนไทย เพราะเป็นพืชสมุนไพรของไทยที่มีสรรพคุณคล้ายกับ “โสมเกาหลี” และยังมีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกับโสมด้วยหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่านอกจากกระชายจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณกระตุ้นความเป็นชาย ยังมีสรรพคุณดีๆ อีกมากมาย ที่อยากให้ลอง เพราะกระชายอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ทั้ง วิตามินบี และวิตามินบี 12 และที่กระชายมีสรรพคุณทางยาก็เพราะว่ามีสารเคอร์คูมิน ที่ช่วยในการต้านการอักเสบ และยังไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้อีกด้วย
นอกจากความโดดเด่นเรื่องสรรพคุณที่เหมือนกับโสมแล้ว กระชายยังจัดว่าเป็น “พืชมงคล” เนื่องจากสมัยโบราณหมอยาจะนำกระชายมารักษาคนเฒ่าคนแก่แล้วหายดีเป็นปลิดทิ้ง กระชายจึงถือเป็นพืชสมุนไพรมงคลที่เชื่อว่านำมาปลูกไว้หน้าบ้านจะช่วยปัดเป่าโรค ทำให้คนในบ้านไร้โรคภัยไข้เจ็บ เป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่อยู่ในบ้าน
ในปัจจุบันนี้ กระแสสรรพคุณของ “กระชาย” ถือเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ประกอบกับกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้กระชายเป็นหนึ่งในสมุนไพร 5 ตัว ที่เป็นโปรดักส์เบอร์หนึ่งของไทยอีกด้วย จนมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชสมุนไพรเจ้ากระชายนี้กันเพิ่มมากขึ้น  จึงทำให้เราได้เห็นผู้ประกอบการหลากหลายเจ้าได้นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปกระชาย ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ชาชง ยาแคปซูล ยาน้ำ ยาเม็ด กาแฟ และไวน์กระชายดำ ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่เราได้เห็นวางจำหน่ายกันในท้องตลาดมากมายขณะนี้ 
ด้วยกระแสสรรพคุณชั้นเลิศของกระชายดำนี่เอง นายสงคราม  จันทครอบ” อดีตผู้ใหญ่บ้าน ต.บ้านป่า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี  ได้มาพูดคุยเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นของการปลูกพืชกระชายและนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มกระชายภายใต้ชื่อแบรนด์ “ป้าเข็ม” กับทางทีมงาน “สยามธุรกิจ” ว่า  หลังจากตนเองเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแล้ว ก็เลยคิดว่าจะหันหน้ามาทำเกษตร แต่ก็ต้องมีการทดลองดูว่าเกษตรที่เราจะทำนั้น จะเป็นแบบไหน และมีคุณภาพและดีอย่างไร  เนื่องจากตนเองก็ไม่ได้จบด้านเกษตรมาโดยตรงจึงจำเป็นต้องอาศัยวิธีการศึกษาแบบ “ครูพัก ลักจำ” จนได้จับพลัดจับพลูจนมาลงเอ่ยที่การปลูกกระชาย
ช่วงที่ผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน เราต้องสนองนโยบายรัฐบาลคือต้องจัดทำโครงการ OTOP ขึ้นมา เพื่อดูแลชุมชน ให้มีอาชีพ ซึ่งผมก็ลองมองดูแล้วว่าในหมู่บ้านของเรานั้นมี 200 กว่าครัวเรือน มีประชากร 9,000พันกว่าคน  โดยอาชีพหลัก 80% จะทำงานรับจ้างกับบริษัท และจากโรงงานต่างๆ ที่อยู่บริเวณนี้ ซึ่งมีอยู่กว่า 200โรงงาน แต่อีก20% นั้นเป็นคนแก่กับเด็ก และคนแก่นั้นจะมีเวลาว่าง ก็เลยมาทำเกษตร หรือปลูกพืชสมุนไพร และมีปลูกกระชายด้วย และจากการวิจัยต่าง ๆและสรรพคุณมากมายต้องยอมรับว่า กระชาย ถือเป็นสมุนไพรชั้นดี ที่ใคร ๆ ก็ทราบว่ามีประโยชน์มากมาย คนแก่คนเฒ่าจึงนิยมปลูกกัน และที่สำคัญยังสามารถสร้างรายได้ให้คนแก่ที่อยู่บ้านเฉยๆ ได้อีกทางหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องรอลูกหลานส่งเงินมาให้เพียงอย่างเดียว เพราะสามารถขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท ด้วยเหตุเราจึงได้นำมาปรับปรุงใช้และลงมือทำการปลูกกระชายอย่างจริงจัง”
ทั้งนี้  หลังจากได้ทำการศึกษาจากชาวบ้านแล้ว ก็ได้เริ่มดำเนินปลูกกระชายเมื่อปี 2551 และก่อนจะเริ่มก็มีหลายโครงการให้ทำ เช่น การเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ และก็กระชายด้วย ซึ่งการปลูกกระชายนั้น ในช่วงแรกนั้นเราจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาโดยตลอด และก็มีบ้างที่ศึกษาเรื่องปุ๋ยเคมี เพราะต้องการทราบว่า จะมีผลกระทบร้ายแรงหรือไม่ ทำให้ดินเสีย ดินทรุดหรือเปล่า แต่ก็ต้องยอมรับว่า ได้ผลผลิตงามจริงแต่แค่ช่วงเวลานิดเดียวก็เน่าแล้ว เพราะกระชายจะมีศัตรูคือเป็นเชื้อรา ถ้านำมาแช่เพียง 3 วันก็จะเน่าเลย
สำหรับดินที่เราทำอยู่จะเป็นดินทราย เพราะติดแม่น้ำป่าสัก และดินปนทรายนี้ ถ้าฝนตกก็จะละลายไม่เหมาะกับการปลูกกระชาย ต้องพยายามปรับสภาพดิน และช่วงที่ลองผิดลองถูกนี้ ผลผลิตจะออกมาในลักษณะมันเรียว ๆ ยาวๆ เหมือนนิ้วก้อยเลย และบางทีก็ออกมาเหมือนตะเกียบ ไม่มีกลิ่นหอม ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ที่สำคัญช่วงที่เริ่มทำตลาดกระชายตกลงเป็นอย่างมากเหลือเพียงกิโลกรัมละ 17 บาท สูงสุดเพียงแค่ 40 บาท”
นายสงคราม  เล่าต่อว่า  จากนั้นหลังจากที่เราได้รู้จักและเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์กับทางสยามธุรกิจ ก็ได้เริ่มทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งผลที่ได้รับเกินคาดและเห็นถึงความแตกต่างอย่างได้ชัด ทำให้ปัจจุบันลูกค้าจะเรียกกระชายจากแก่งคอยของเราว่า “หัวจัมโบ้” คือ ถ้ากระชายหัวจัมโบ้ ลูกค้ามาเอาหมด โดยสวนของเราถ้าขุดทีจะเป็นหัวจัมโบ้เลยกว่า 200 โล และมีสวนอยู่ทั้งหมดกว่า 7 ไร่ ซึ่งใน 1 ปี จะได้ผลผลิตกว่า 8,000 กิโลกรัม แบ่งเป็นโลละประมาณ 60 บาท โดยเฉลี่ยก็จะมีรายได้ประมาณ 480,000 บาทต่อปี
ช่วงที่เริ่มใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามแนวทางของสยามธุรกิจจะเห็นถึงความแตกต่างเป็นอย่างมาก จากกระชายที่เรียวๆ ยาวๆ ก็จะกลายเป็นกระชายจัมโบ้ คือจริงๆ แล้ว การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ก็ต้องมีกฎ กติกา คือถ้าใช้ปุ๊ปมันไม่เห็นผลทันตาหรอก มันต้องใช้เวลา แล้วก็ต้องทำตามคำแนะนำของผู้แทนจำหน่ายว่าควรจะฉีด 7วัน และอีกครั้ง 15วัน ถ้าเราทำตรงนี้ได้ตามกติกามันจะได้ผลตามที่เราอยากได้เลยจริง ๆ  ”
อย่างไรก็ตาม  หลังจากที่เราได้ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามแนวทางของสยามธุรกิจก็ส่งผลให้ผลผลิตกระชายเราออกมาดีหมด  จึงทำให้เรามีความกล้าที่จะไปขอใบรับรองมาตรฐานกับหน่วยงานที่สำคัญๆ ประกอบด้วย  1.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2.การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน 3.มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และ4. OTOP 4 ดาว ซึ่งทั้ง 4  ที่นี้ที่เราไปขอเราก็สามารถขอใบรับรองผ่านหมด
เราได้ไปวิเคราะห์ที่ สสว. ในห้องปฏิบัติการ และได้ใบรับรองมาตรฐานมาด้วย คือเราพยายามทำให้ถูกกฎหมายทั้งหมดให้เค้ารู้ว่าเราผ่านกระบวนการพวกนี้มา ส่วน GGAP คือมาตรฐานของการทำการเกษตรแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสังคม เพื่อที่จะได้ผลผลิตอุปโภคบริโภคที่ปลอดภัย ผลการวิจัยก็ผ่านหมด ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจให้กับกระชายของเรามาก และมันยิ่งส่งผลให้เรามีความมั่นใจในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามแนวทางของสยามธุรกิจเป็นอย่างมาก”


ที่มา http://www.siamturakij.com



กระชาย "ราชาแห่งสมุนไพร" ปลูกง่าย รายได้งาม

อดีตข้าราชการลาออกมาขายแซนด์วิชผักสดรายได้งาม

อดีตราชการลาออกจากมาขายแซนด์วิชผักสดรายได้งามวันละ 600 ชิ้น ไม่รวมสาขา ขอนแก่น บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู ดอนเมือง และประเทศลาว

ยุคนี้สมัยนี้ประชาชนต่างหันมาบริโภคอาหารที่สร้างประโยชน์ สร้างพลังงานต่อร่างกาย หันมาให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น
นางสาวสุรีพร กรองสิงห์ หรือ น้องชมพู่ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 121 หมู่ 8 ต.ด้านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย เล่าว่า ก่อนที่จะมาเปิดขายร้านแซนด์วิส ทำงานอยู่เทศบาลเมืองเลย 5 ปี ใช้เวลาว่างช่วงเย็นทำไปขายแซนด์วิชที่ตลาดนัด และทำอาหารปิ่นโตอาหารคลีนเพื่อสุขภาพ ส่งตามบ้าน ปรากฏว่าขายดีจนไม่มีเวลา จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานที่เทศบาลเมืองเลย มาเป็นแม่ค้าเต็มตัว
ทุกวันนี้ นางสาวสุรีพร ประกอบอาชีพขายแซนด์วิชเพียงอย่างเดียว โดยสั่งขนมปังที่มีคุณภาพ เนื้อขนมปังนุ่ม มาทำแซนด์วิช ทั้งหมด 11 ไส้ มี ปูอัด ไข่กุ้ง แฮม ทูน่า ข้าวโพด ซีด ไข่ดาว สาหร่าย หมูหยอง พริกเผา ไส้กรอก ล้วนแล้วเป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่วันต่อวัน ผักก็ต้องเป็นผักสด เน้นผักกรีนโอ๊ค และเรดโอ๊ค ปลอดสาร เป็นผักที่มีรสชาติไม่ขม และที่ขาดไม่ได้คือสูตรเด็ดน้ำสเปส หรือน้ำที่ใช้ทาขนมปังแต่ละชั้นจะเข็มข้น มีรสชาติหอม อร่อย และน้ำราดที่ทาบนขนมปังคือน้ำทูน่า ใช้หอมใหญ่ผสมเพื่อดับกลิ่นคาวของทูน่า แซนด์วิชขายชิ้นละ 25-30 บาท
ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำที่รักษาสุขภาพ และยังมีหน่วยงานราชการ โรงเรียน ห้างร้าน หรือ บริษัท จะโทรสั่งทุกวัน เพราะที่ร้านมีบริการส่งแบบเดลิเวอลี่ในช่วงเช้าๆ ส่วนในตอนเย็นจะมาตั้งขายที่หน้าโรงหนังอัมรินทร์เก่า ตั้งแต่เวลา 18.00-21.00 น. ทุกวัน วันหนึ่งขายอยู่ประมาณ 600 ชิ้น ยังไม่รวมสาขา ในจังหวัดขอนแก่น บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู ดอนเมือง และกำลังจะเปิดสาขาที่ประเทศลาว อีกหนึ่งสาขาด้วย
ไม่ว่าจะงานราชการ เอกชน หรืองานใด หากเราทำในสิ่งที่ชอบ งานที่รักและถนัดแล้ว ย่อมประสบผลสำเร็จ พัฒนาและก้าวหน้าด้วยรายได้ที่ดีและมั่นคง 

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com


อดีตข้าราชการลาออกมาขายแซนด์วิชผักสดรายได้งาม