อาชีพเสริม ขายผลไม้รถเข็ญ กำไรง๊ามงาม

เราเกิดมาโชคดีที่เกิดบนประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ประเทศหนึ่ง ถึงแม้ว่าวันเวลาจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยความอุดมสมบูรณ์อาจหดหายไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังหลงเหลือคือมีผลไม้กินทุกฤดูกาล และในปัจจุบันการปลูกพืชผักผลไม้ก้าวหน้าไปมาก ทำให้เรามีผลไม้กินได้ทั้งปี แต่อาจจะราคาแพงกว่าฤดูปกติ แต่ถ้ามองในแง่ดีคือสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้แม้ไม่ใช่ฤดูของผลไม้ชนิดนั้น ๆ สิ่งที่เราคุ้นตากันก็หนีไม่พ้นรถเข็ญขายผลไม้ ที่จะถูกออกแบบออกมาด้วยกระจกใสรอบด้าน สามารถมองเห็นผลไม้ที่บรรจุอยู่ด้านในได้ มีทั้งชนิดเปรี้ยว และหวาน ตามฤดูกาล สามารถสร้างรายได้ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในตัวเลขที่น่าพอใจเลยล่ะค่ะ
ราคาขายและกำไร
ปกติจะตั้งราคาขายตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไปแล้วแต่ชนิดของผลไม้ ซึ่งการขายผลไม้จะสามารถทำกำไรให้คุณได้ถึงเท่าตัว กำไรขั้นต่ำประมาณ 500 บาทต่อวัน แต่ถ้าคุณไปเจอแหล่งชุมชน สถานที่คนพลุกพล่าน วันหนึ่งสามารถทำกำไรได้หลายพันบาทเลยค่ะ

ข้อควรระวัง
การขายผลไม้สิ่งที่ต้องระวังคือ การหั่นการปอกผลไม้ อย่าให้ผลไม้ช้ำ เพราะดูไม่สวยงาม ควรเลือกผลไม้ที่สดกรอบ ซึ่งคุณต้องศึกษาวิธีการเลือกผลไม้แต่ละชนิดเพื่อได้ผลไม้ที่คุณภาพดี ทักษะในการเลือกผลไม้ และการปอกผลไม้ให้สวยงามเป็นสิ่งจำเป็น หากคุณคิดที่จะเริ่มต้นอาชีพนี้ ควรฝึกหั่น ฝึกปอกให้คล่องมือ มีดที่ใช้ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับชนิดผลไม้ด้วยค่ะ ฝึกบ่อย ๆ ซ้อมบ่อย ๆ แป๊บเดียวก็สามารถปอกผลไม้ขายได้อย่างมืออาชีพแล้ว
ที่มา http://www.อาชีพอิสระค้าขาย.com
อาชีพเสริม ขายผลไม้รถเข็ญ กำไรง๊ามงาม
แปรรูปกระท้อน สร้างรายได้ก่อนหมดฤดู

นายยงยุทธ์ ขำพงษ์ ชาวบ้านที่จังหวัดสุโขทัย วัย 66 ปี กำลังเร่งนำกระท้อนมาแปรรูปทำเป็นกระท้อนทรงเครื่องขาย แทนการขายผลสด เพราะขายได้ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยในแต่ละวันต้องเร่งผลิตสินค้าให้ทันส่งตามการสั่งซื้อจากลูกสาว ที่นำไปขายในที่ทำงานและโพสต์ขายบนเฟซบุ๊ก ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รวมทั้งตอนนี้เพื่อนของลูกสาวสั่งซื้อไปฝากเพื่อนถึงประเทศญี่ปุ่น ช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี
จังหวัดสุโขทัย ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีผลผลิตกระท้อนค่อนข้างมาก และส่วนใหญ่จะขายไม่ได้ราคา การแปรรูปทำเป็นกระท้อนทรงเครื่อง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยสร้างเม็ดเงินเพิ่มได้
ผลผลิตด้านการเกษตรอีกหนึ่งอย่างที่ควรจับตามองในตอนนี้คือ “ทุเรียนใต้” ซึ่งขณะนี้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดแล้ว ซึ่งที่จังหวัดยะลา พบว่า ตอนนี้ทุเรียนในพื้นที่กำลังเป็นที่นิยม แต่ผลผลิตได้ถูกจองไปหมดแล้ว ซึ่งเป็นทุเรียน "พันธุ์พื้นบ้านป่าหวังยะลา" ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านที่มีความอร่อย เนื้อเป็นสีเหลืองทองไม่เข้มมาก หอมหวาน เนื้อมีความนุ่มละเอียด ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 - 100 บาท
ปัจจุบัน ผลผลิตสายพันธุ์พื้นบ้านป่าหวังยะลาลดน้อยลงมาก เหลือเพียง 50 ไร่ เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกทุเรียนพันธุ์อื่นกันหมด ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลาจึงเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านให้มากขึ้น เพื่อช่วยกันอนุรักษ์และผลักดันให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียนอีกหนึ่งจังหวัด
จังหวัดสุโขทัย ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีผลผลิตกระท้อนค่อนข้างมาก และส่วนใหญ่จะขายไม่ได้ราคา การแปรรูปทำเป็นกระท้อนทรงเครื่อง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยสร้างเม็ดเงินเพิ่มได้
ผลผลิตด้านการเกษตรอีกหนึ่งอย่างที่ควรจับตามองในตอนนี้คือ “ทุเรียนใต้” ซึ่งขณะนี้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดแล้ว ซึ่งที่จังหวัดยะลา พบว่า ตอนนี้ทุเรียนในพื้นที่กำลังเป็นที่นิยม แต่ผลผลิตได้ถูกจองไปหมดแล้ว ซึ่งเป็นทุเรียน "พันธุ์พื้นบ้านป่าหวังยะลา" ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านที่มีความอร่อย เนื้อเป็นสีเหลืองทองไม่เข้มมาก หอมหวาน เนื้อมีความนุ่มละเอียด ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 - 100 บาท
ปัจจุบัน ผลผลิตสายพันธุ์พื้นบ้านป่าหวังยะลาลดน้อยลงมาก เหลือเพียง 50 ไร่ เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกทุเรียนพันธุ์อื่นกันหมด ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลาจึงเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านให้มากขึ้น เพื่อช่วยกันอนุรักษ์และผลักดันให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียนอีกหนึ่งจังหวัด
ที่มา http://news.ch7.com
แปรรูปกระท้อน สร้างรายได้ก่อนหมดฤดู
สาว ทำสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ ขายผลสด-แปรรูป ปลูก 300 ต้น สร้างรายได้งาม

มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นพืชสมุนไพรไทยชื่อแปลกที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่หลากหลาย มะม่วงหาวมะนาวโห่ จัดเป็นผลไม้ประเภทกินผลสุก มีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัว ผลสุกสีแดงขนาดเล็ก เป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก วิตามินซี และยังมีปริมาณเพกติน ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในปริมาณสูง (Pal et al,19751) พบว่า ผลของพืชสกุล Carissa caradas มีสารกลุ่มฟินอลิกปริมาณมาก โดยสารประกอบฟินอลิกได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ สารฆ่าเชื้อ

มะม่วงหาวมะนาวโห่จะอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน เป็นสารสีม่วงแดงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายพันเท่า
คุณภัทรฤทัย พรมนิล (ปุ๊) อยู่บ้านเลขที่ 182 หมู่ที่ 3 บ้านสมบูรณ์ ตำบลบ้านค้อ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อดีตครีเอทีฟรายการทีวีชื่อดัง ผันตัวเองเป็นเกษตรกรเพื่อสานต่อความฝันของพ่อ ก่อนหน้านี้คุณปุ๊ทำงานในกรุงเทพฯ นานกว่า 5 ปี เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ด้วยลักษณะของงานที่ต้องใช้ความคิดเยอะ เครียด “ปุ๊จึงตัดสินใจลาออกจากงานและช่วงนั้นคุณพ่อเสียชีวิตพอดี จึงทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะกลับมาสานต่อความฝันของคุณพ่อให้สำเร็จ ซึ่งคุณพ่อของปุ๊ได้ปูทางอาชีพเกษตรกรรม ด้วยการปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ทิ้งไว้ แต่ช่วงนั้นปุ๊และพี่น้องอีก 2 คน ไม่มีใครสนใจอยากเป็นเกษตรกรเลย”

มะม่วงหาวมะนาวโห่ผลสดช่วงหนึ่งไม่มีใครรู้จัก คุณปุ๊จึงมานั่งคิดว่าในเมื่อมีผลสดอยู่แล้ว เสียดาย และถ้าขายลูกสดอย่างเดียว เวลาออกบู๊ธก็น่าเบื่อ ขายได้อย่างเดียว คุณปุ๊จึงคิดต่อยอดขายทั้งผลสดและแปรรูป อีกอย่างคือคนส่วนใหญ่กินผลสดไม่ไหว พอกินลูกสดไม่ไหว ทำยังไง ก็แปรรูปเป็นน้ำ พอต่อยอดได้หนึ่งอย่าง เริ่มมีกำลังใจ จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวที่สองออกมา คือเมื่อสกัดน้ำจนหมดก็จะเหลือกากของมะม่วงหาวมะนาวโห่ จึงลองเอามาถูแขน เมื่อนำมาถูแขนปรากฏว่าขี้ไคลออก จึงคิดนำกากมาทำเป็นสบู่ ผลิตภัณฑ์เริ่มต้นของฟาร์มคือสองชิ้นนี้

ที่มา https://www.technologychaoban.com
สาว ทำสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ ขายผลสด-แปรรูป ปลูก 300 ต้น สร้างรายได้งาม
ปลูกพุทราปลอดสาร สร้างรายได้เสริม
สองสามีภรรยา ลูกจ้างส่วนราชการ ใช้เวลาว่างปลูกพุทรา 3 รส และพุทรานมสดปลอดสารพิษขาย เสริมรายได้
นางพิไลลักษณ์ อัญชุลี เจ้าของสวนพุทราสามรสและนมสด ตั้งอยู่บ้านโนนเดื่อ ต.แวงน่าง อ.เมือง จ.มหาสารคาม เล่าว่า ปกติทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ปฏิบัติงานอยู่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมหาสารคาม และสามีทำงานอยู่สำนักงานสรรพากรพื้นที่มหาสารคาม เมื่อเวลาว่างหลังเลิกงานอยากจะมีรายได้เสริม ประกอบกับครอบครัวมีที่ดินว่าง เมื่อประมาณปี 2550 จึงลองปลูกผักและผลไม้ โดยเลือกปลูกพุทราด้วยความชอบ บนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ซึ่งแบ่งเป็นพุทรา 3 รส 2 งาน และปลูกพุทรานมสดอีก 1 ไร่ ลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ ถือเป็นสวนพุทราปลอดสารพิษแห่งเดียวในเขต อ.เมืองมหาสารคาม
พุทราของสวนแห่งนี้เน้นความพอเพียงและความปลอดภัย ด้วยการบำรุงพุทราด้วยปุ๋ยมูลไส้เดือน โดยนายวีระศักดิ์ ผู้เป็นสามีจะเลี้ยงไส้เดือนไว้ในบ่อซีเมนต์ไว้ 12 บ่อ หมั่นเติมขี้เลื่อย ใบพุทราและเศษอาหารที่เหลืออยู่เป็นประจำ ก็จะมีปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้บำรุงพุทราให้ลูกโต มีรสหวานกรอบและไม่ฝาด ได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ที่สวนได้นำถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร มาใส่ลูกพุทราที่ร่วงหล่นเติมหัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพที่ทำเอง หมักทิ้งไว้ประมาณ 6 เดือน ก็สามารถนำไปรดต้นพุทราเร่งผลพุทราให้ดกและมีผลสวย ส่วนแมลงวันทองที่เป็นศัตรูของพุทราก็ใช้การดักจับด้วยขวดพลาสติกแทนการใช้สารเคมี นอกจากนี้ยังมีการพรวนดินและกำจัดวัชพืชอยู่เป็นประจำ เพราะถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ส่วนพุทราทั้ง 2 ชนิด จะเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ไปถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม แล้วหลังจากนั้นจะหยุดเก็บผลผลิตเพื่อตัดแต่งกิ่ง หรือเรียกว่า “ทำสาว” ให้แก่ต้นพุทรา

ปัจจุบันพุทราแต่ละต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 50 กก. นำไปขายที่ตลาดชุมชน ตลาดผักภายในโรงพยาบาลมหาสารคาม และในสำนักงานสรรพกรพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ราคาขาย กก.ละ 30 บาท สร้างรายได้เสริมเดือนละไม่ต่ำกว่า 4000 - 5000 บาท ถือเป็นการสร้างรายได้หลังเลิกงาน ควบคู่ความสุขที่ได้เห็นลูกค้าได้รับประทานพุทราปลอดสารพิษที่ตนตั้งใจปลูกอีกด้วย
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com
ปลูกพุทราปลอดสาร สร้างรายได้เสริม
ชาวสุรินทร์ เก็บผลลำดวนขายสร้างรายได้

ระยะนี้เริ่มเข้าหน้าฝน ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ต่างพากันออกหาเก็บของป่าใกล้แนวเขาในพื้นที่ชายแดน มาวางขายในเพิงร้านข้างทาง ตรงข้าม ร.พ.กาบเชิง อย่างคึกคัก สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ ผลลำดวน ซึ่งเป็นผลไม้ป่าผล มีสีดำอมม่วง และมีรสเปรี้ยวหวาน มักจะออกผล และสุกในช่วงต้นฤดูฝน ได้รับความนิยมจากประชาชนที่สัญจรไปมา จอดรถแวะซื้อ น.ส.สุภาพร สวายวงศ์ อายุ 27 ปี กล่าวว่า พวกตนจะออกเก็บผลลำดวนบริเวณป่าใกล้ภูเขาตามแนวชายแดน มาวางขายสลับสับเปลี่ยนกับพืชผักชนิดอื่น หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เพื่อหารายได้เสริมนอกเหนือจากการทำไร่ทำนา ซึ่งผลลำดวนจะนำมาคัดวางขายเป็นถาดๆละ 20 บาท หรือ 3 ถาด 50 บาท วันหนึ่งๆ จะสามารถขายได้ 400-500 บาทต่อวัน เลยทีเดียว ซึ่งก็ได้รับความสนใจจาก ทั้งชาวบ้าน พนักงาน และข้าราชการ ที่ต่างพากันจอดแวะซื้อไปกินตลอดทั้งวัน
ที่มา http://news.sanook.com
ชาวสุรินทร์ เก็บผลลำดวนขายสร้างรายได้
แปรรูปลูกตาลขายสร้างรายได้

ท่ามกลางวิฤติ จะมีทางออกอย่างน้อยทางหนึ่งเสมอ เช่นชาวบ้านในเขต ต.บ้านทุ่ม จ.ขอนแก่น ที่ออกตระเวนหาลูกตาลอ่อน ซึ่งปกติออกผลมากในช่วงฤดูร้อน นำมาเฉาะเอาเนื้อลูกตาลมาแพ็กวางจำหน่าย และแปรรูปเป็นน้ำตาลสด และลูกตาลอ่อนเชื่อม สร้างรายได้อย่างงาม
หลังเสร็จสิ้นฤดูกาลทำนา เก็บเกี่ยวผลผลิตผ่านพ้นไป และย่างเข้าสู่ฤดูแล้ง ทำให้เกษตรกรในเขต ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้หาอาชีพเสริมสร้างรายได้ โดยเฉพาะอาชีพเฉาะลูกตาล สร้างเพิง และเปิดจุดขายบนเส้นทาง ขอนแก่น-ชุมแพ ซึ่งขณะนี้ถูกเกษตรกรที่ผันตัวเองมาขายของ จับจองเปิดจุดขายมากกว่า 70 เจ้า
นางลัดดา คำอ้อ แม่ค้าขายลูกตาลอ่อนกล่าวว่า หลังสิ้นสุดฤดูกาลทำนา ชาวบ้านในเขต ต.บ้านทุ่ม จะหาอาชีพเสริมด้วยการตระเวนออกไปเหมาซื้อลูกตาลอ่อน ทั้งในเขตพื้นที่ปลูก อ.เมือง-มัญจาคีรี-พระยืน และ อ.โคกโพธิ์ไชย เพื่อนำมาเฉาะเอาเนื้อลูกตาลอ่อน บรรจุในถุง โดยวางจำหน่ายในราคา ถุงละ 35 บาท นอกจากนี้ยังได้นำลูกตาลอ่อนมาเชื่อม และทำน้ำลูกตาล แก้กระหายในช่วงอากาศร้อนจัด
โดยจะร้านค้าเพิงริมถนนออกมาตั้งร้าน ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. ถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ทุกวัน ทำให้แต่ละวันสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท หรือมากกว่านี้แล้วแต่ความขยัน ทั้งนี้ลูกตาลอ่อนจะขายดีมากในระยะนี้ เนื่องจากสภาพอากาศร้อ
ที่มา http://www.workpointtv.com
แปรรูปลูกตาลขายสร้างรายได้
ส้มโอไร้เมล็ด จ.สงขลา หอมหวานอมเปรี้ยว เนื้อล่อน ราคาดี

แต่เดิมคนไทยมีโอกาสชิมรสส้มโอได้เพียงไม่กี่แห่ง และส้มโอที่มีชื่อเสียงเป็นที่คุ้นมักมาจากอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พอถึงตอนนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ภาคใดของประเทศ สามารถชิมรสส้มโอคุณภาพของแต่ละพื้นที่ได้อย่างไม่ยาก อย่างถ้าเป็นทางภาคใต้ มีพันธุ์ “ส้มโอหอมควนลัง” ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ชาวจังหวัดสงขลามานานหลายสิบปี
กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองควนลัง ให้ข้อมูลว่าด้วยความเป็นห่วงว่าส้มโอพันธุ์หอมควนลังจะสูญหายไปจากท้องถิ่น ดังนั้น จึงร่วมมือกับชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ส้มโอพันธุ์นี้ให้ยังคงมีและสร้างชื่อเสียง จึงได้ส่งเสริมทั้งการปลูกและการตลาดเพื่อให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตามเดิมอย่างสมัยโบราณ
“ส้มโอหอมควนลัง” เป็นไม้ผลพื้นเมืองดั้งเดิมที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในพื้นที่เมืองควนลัง จากข้อมูลของผู้สูงอายุบอกต่อกันมาว่า เดิมส้มโอพันธุ์นี้มีถิ่นอยู่ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา กระทั่งมีการติดต่อค้าขายกัน จึงมีการนำพันธุ์มาปลูกในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียงแพร่ขยายมายังหลายตำบลรวมถึงที่ควนลัง
ปรากฏว่าส้มโอที่นำมาปลูกกลับมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม เนื้อแน่นและล่อนออกจากเปลือกง่าย พร้อมกับมีจุดเด่นคือ ไม่มีเมล็ด และเนื้อผลสีแดง-ชมพู เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภค จนทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ
ความมีลักษณะพิเศษของส้มโอหอมควนลังคือ ไม่มีเมล็ด ต้องขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เป็นข้อดีของการรักษาความเป็นพันธุ์แท้ของส้มโอพันธุ์นี้ไว้มาเป็นเวลาหลายสิบปี ขณะเดียวกันยังได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกส้มโออินทรีย์
นอกจากนั้น ยังมีความต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นตรงที่เปลือกมีกลิ่นหอมพิเศษ ผลกลมสูง ไม่มีจุก น้ำหนักผลระหว่าง 1-2.5 กิโลกรัม เนื้อผลสีชมพูเข้ม-แดง เนื้อนิ่ม ฉ่ำ ล่อนไม่ติดเปลือก จำนวนกลีบ 11-13 เนื้อกุ้งกรอบ ไม่มีเมล็ด รสหวานอมเปรี้ยว มีความหวาน 12-13 องศาบริกซ์ ที่สำคัญเมื่อตัดผลจากต้นแล้วรับประทานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ลืมต้น
แหล่งปลูกส้มโอหอมควนลัง ครอบคลุมพื้นที่เมืองควนลัง จำนวน 66.76 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่เฉพาะที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก คือบริเวณที่ราบลุ่มน้ำในเขตเมืองควนลัง ได้แก่ คลองวาด คลองนนท์ คลองต่ำ และคลองสอ เนื่องจากอยู่ใกล้ลำคลองที่มีตะกอน แร่ธาตุอาหารพืชทับถมจึงมีความอุดมสมบูรณ์ อันอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ส้มโอหอมควนลังมีความต่างจากส้มโอที่ปลูกต่างพื้นที่ โดยมีพื้นที่ปลูกรวมกันประมาณ 200 ไร่

ปัจจุบัน เกษตรกรชาวสวนส้มโอควนลังที่เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มจะต้องปลูกส้มโอแบบมาตรฐาน GAP ทุกราย จะได้รับการส่งเสริม สนับสนุนจากทางจังหวัด พร้อมทั้งยังกำหนดให้เป็นสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาด ทางเทศบาลควนลังได้จัดให้มีงานส้มโอหอมควนลังขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2542 จนถึงในปัจจุบัน ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ รวมถึงบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมาก

คุณป้าจำเริญ ปลูกส้มโอพันธุ์นี้มานานกว่า 30 ปี ในช่วงที่ต้นส้มโอมีขนาดเล็กปลูกกล้วยไข่ไว้หารายได้ก่อน พอส้มโอโตเต็มที่จึงโค่นกล้วย มีเนื้อที่ปลูกส้มโอจำนวนกว่า 2 ไร่ มีทั้งส้มรุ่นเก่าและใหม่จำนวนทั้งหมด 115 ต้น สำหรับส้มรุ่นใหม่ปลูกมาได้กว่า 2 ปีแล้ว ขณะนี้เริ่มให้ผลผลิตบ้างแล้ว
เหตุผลตอนแรกที่คุณป้าจำเริญปลูกส้มโอหอมควนลังเพราะมีพื้นที่ว่าง จึงปลูกไว้เพื่อบริโภคในครอบครัว แต่เมื่อนานไปพบว่าส้มโอพันธุ์นี้มีรสชาติหวาน เนื้อแน่น มีเนื้อสีแดง พอนำไปขายได้รับความสนใจจากลูกค้าแล้วยังมีราคาดีด้วย จากนั้นจึงหันมาปลูกอย่างจริงจัง พร้อมกับเพิ่มพื้นที่ปลูกออกไปอีก
คุณป้าจำเริญ ชี้ว่าการปลูกส้มโอของชาวบ้านทั่วไปมีไม่มากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ทั้งนี้เพราะชาวบ้านหลายรายประสบปัญหาแมลงศัตรูและโรค ยากที่จะแก้ไข จึงทำให้ชาวบ้านโค่นต้นส้มโอแล้วเปลี่ยนมาปลูกยางพาราแทน ดังนั้นในปัจจุบันจึงทำให้พื้นที่ปลูกส้มโอหอมควนลังลดลง
ส่วนทำไมเนื้อผลจึงมีสีแดง คุณเดชา ลูกชายบอกว่า ความจริงแล้วส้มโอพันธุ์นี้มีเนื้อสีแดงอยู่แล้ว เพราะเป็นพันธุ์เก่าแก่ แต่ที่มีความโดดเด่นน่าจะเรื่องรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อล่อนแน่น ไม่มีเมล็ด แล้วแตกต่างจากที่อื่นแม้จะปลูกไม่ไกลกัน อาจเป็นเพราะคุณสมบัติของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มาจากการมีแม่น้ำและคลองหลายสายทำให้พัดพาตะกอนธาตุอาหารสำคัญขึ้นมาทับถมในเนื้อดิน จึงทำให้ดินมีความสมบูรณ์ แล้วยังมีแต่ความชุ่มชื้น

คุณป้าจำเริญ บอกถึงการขายส้มโอว่า ในสมัยก่อนชาวบ้านขายกันเป็นผล ไม่มีการกำหนดขนาดชัดเจน โดยกำหนดราคาขาย ผลละ 25-30 บาท พอมาในช่วงที่ทางเทศบาลเข้ามาส่งเสริม ได้มีการกำหนดราคาตามขนาดผล ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรฐานการวัดเส้นรอบผล โดยมีการตั้งราคาไว้ ตั้งแต่ 50, 60, 70, 80, 90 และ 100 บาท
โดยธรรมชาติของส้มโอพันธุ์นี้ไม่มีเมล็ด ดังนั้น การขยายพันธุ์จึงต้องใช้วิธีตอนกิ่งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ไม่เพี้ยนหรือกลายพันธุ์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สวนคุณป้าจำเริญจึงมีกิ่งตอนไว้จำหน่ายในราคา กิ่งละ 120 บาท แล้วคุณป้าจำเริญบอกว่าถ้าใครต้องการกิ่งตอนยังไม่รับปากด้วยว่าจะมีขายหรือไม่ เพราะทำไม่ทัน
ที่มา https://www.sentangsedtee.com
ส้มโอไร้เมล็ด จ.สงขลา หอมหวานอมเปรี้ยว เนื้อล่อน ราคาดี
ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือน มาทำฟาร์ม‘มัลเบอร์รี่’ ขายดีผลิตไม่ทันขาย มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน

ขณะนี้กระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดแพร่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีการเปิดให้บริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรประเภทโฮมสเตย์อย่างเป็นทางการ มีอยู่ 2 แห่ง คือ 1. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ประเภทฝึกอบรมการทำไข่เค็มสมุนไพร น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยหมัก การทำถั่วงอก เป็นต้น
โดยจะมีหน่วยงานราชการเข้ามาฝึกอบรมทั้งในพื้นที่จังหวัดแพร่ และต่างจังหวัด โดยมีที่พักให้กับผู้ดูงานด้วย และ 2. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย มีที่พักพร้อมศึกษาดูงานภาคเกษตรเช่นกัน
ล่าสุดนี้ยังมีการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรูปแบบ “ฟาร์มสเตย์” เกิดขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่อำเภอเด่นชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามฟาร์มหม่อน มัลเบอร์รี่ ฟาร์ม (Mulberry Farm) ภายใต้การบุกเบิกของ “นางสาวจารุวรรณ เอกบัว” สาวเมืองดอกคูนขอนแก่น วัย 38 ปี
“จารุวรรณ” บอกถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มหม่อนแห่งนี้ว่า ก่อนหน้านี้ก็ทำงานเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ไต่เต้าจากพนักงานห้างค้าปลีกข้ามชาติจนกลายเป็นผู้จัดการเขต และเลือกจังหวัดแพร่ในการลงหลักปักฐาน ด้วยความที่เป็นผู้จัดการแผนกอาหารสด ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร ปลูกพืชผัก ผลไม้ โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ
นั่นคือจุดเปลี่ยนชีวิตเมื่อราว 3 ปีก่อน ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำหันมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว พร้อมดำรงชีวิตแบบพอเพียงบนดอยบ้านน้ำพร้าว อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เมืองเล็กๆ ของภาคเหนือ
“เรามีประสบการณ์จากการเป็นพนักงานจนถึงผู้จัดการ ทำให้เห็นวงจรและกระบวนการทำงานต่างๆ จึงมีแนวคิดว่า อยากปลูกพืชผัก ทำเกษตรพอเพียง และปลูกพืชตระกูลเบอร์รี่ ที่สามารถปลูกขึ้นได้ดีในเมืองไทยโดยไม่ใช้สารเคมี สุดท้ายก็มาลงตัวที่หม่อน เพราะถิ่นกำเนิดเป็นคนอีสาน ได้สัมผัสการเลี้ยงไหม ปลูกต้นหม่อน มีความรู้และผูกพันกับหม่อนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”
เธอยังบอกด้วยว่า หลังออกจากงานก็ได้ไปขอกิ่งพันธุ์จากกรมหม่อนไหม ที่อำเภอเด่นชัยมาปลูก โดยได้รับการสนับสนุนต้นหม่อนมา จำนวน 200 ต้น เริ่มลงมือปลูกบนพื้นที่ 8 ไร่ รวมทั้งหมด 300 ต้น ใช้ระยะเวลา 6 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ และต้นหม่อนจะโตเต็มที่ในระยะเวลา 1 ปี ให้ผลผลิตในปีแรก ประมาณ 500 กิโลกรัม จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 100 บาท

ปัจจุบัน สามารถเก็บผลผลิตได้เต็มที่ปีละกว่า 1,000 กิโลกรัม โดยให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้ง คือในช่วงหน้าฝนเดือนมิถุนายน และช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเมษายน หม่อนเป็นพืชที่อยู่ได้ทุกสภาวะ ยกเว้นน้ำท่วมขังจะทำให้รากเน่า และไม่ให้ผลผลิต
“ผลผลิตหม่อนในปีแรกได้นำออกไปขายที่ตลาดเอง สามารถขายหมดเพียงไม่กี่วัน ปัจจุบัน หม่อน 300 ต้น ที่ปลูกไว้ก็ให้ผลผลิตและมีรายได้เข้ามาทุกวัน”
นอกจากการเก็บผลหม่อนสดจำหน่ายทุกวันแล้ว “จารุวรรณ” ยังได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ น้ำหม่อน และแยมหม่อน รวมถึงทำขนมปังโฮลวีทจำหน่ายคู่กันไปด้วย ทำให้มีรายได้เข้ามาทุกวันจากการทำการเกษตรแบบพอเพียง
อีกทั้งลูกค้าส่วนใหญ่ยังนิยมเดินทางเข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์สดๆ จากไร่ Mulberry Farm ที่ตำบลไทรน้อย อำเภอเด่นชัย อีกด้วย
ขณะเดียวกันยังต่อยอดพัฒนาไปเป็น “ฟาร์มสเตย์” รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สามารถเข้าพักในกระท่อมภายในไร่ได้ และมีกิจกรรมร่วมกันภายในฟาร์มด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนผัก เก็บลูกหม่อน การแปรรูป และการทำขนมปัง เป็นต้น
กิจกรรมเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติที่อยากเรียนรู้วิถีชีวิตไทยๆ การทำเกษตร และสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยมีนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวจากประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ จองเข้ามาพักนานนับเดือน
ที่มา https://www.sentangsedtee.com
ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือน มาทำฟาร์ม‘มัลเบอร์รี่’ ขายดีผลิตไม่ทันขาย มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน
ฤดูหนาวนี้...ปลูกอะไรถึงร่ำรวย และเป็นที่ต้องการของตลาด และ 10อันดับพืชที่ควรเลี่ยงปลูกช่วงพ.ย.-ธ.ค.

โอม..มะลึกกิ๊กกุ๋ย..ลูกช้างจะปลูกผักในช่วงฤดูหนาวปลูกอะไรดี.....วันนี้มีคำตอบครับ พืชผักที่มีราคาและตลาดเป็นที่ต้องการมีอยู่หลายชนิด แต่วันนี้จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ
1. ปลูกผักบุ้งครับ..มันจะแพงได้อย่างไร ..หน้าหนาว ผักบุ้ง ชะอม ตำลึง ผักกระเฉด ถั่วฝักยาว แตงกวา ในฤดูหนาวอย่างนี้ราคาก็จะแพงแสนแพง เพราะมีผลผลิตออกมาป้อนตลาดน้อยจะแพงเป็นปกติเพราะไม่ค่อยมียอดให้เก็บขายน่ะครับท่าน
2.พริกเหลืองช่วงปีใหม่ มีดอกน้อยไม่ค่อยติดผลแถมมีราน้ำค้างระบาดราคาก็จะแพง
3มะลิ ดอกจะน้อยราคาจะแพงมาก
4.ดอกสลิด ช่วง หนาวนี้ก็ถือเป็นโอกาสทองของชาวสวนด้วยเช่นกัน เพราะราคาดอกขจรช่วงนั้นจะสูงขึ้นเป็นเท่าตัวประมาณ 120-130 บาท หลังจากแต่งต้นไปแล้วประมาณ 2-3 อาทิตย์มันจะแตกยอด ออกมาใหม่ก็จะเริ่มดอกตามมาเรื่อยๆประมาณเดือนกว่า เริ่มทยอยเก็บไปเรื่อยๆ พอแตกยอดออกมาประมาณ 7-8 ข้อจะมีดอก มันจะเริ่มทยอยเก็บไปทีละข้อๆ
5.มะระจีน จะมีราคาแพงเพราะออกดอกน้อย ผลผลิตน้อยและความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นอย่างไรครับพืชผักที่มีราคาแพง ส่วน10อันดับต่อไปนี้จะปลูกมากช่วงปลายฝนจะออกสู่ตลาดระหว่างเดือนพฤศจิกายนธันวาคม ราคามักจะถูก ได้แก่ พริกขี้หนูผลใหญ่ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน กระเทียม หอมแดง พริกขี้หนูผลเล็ก ถั่วฝักยาว แตงโมเนื้อ กะหล่ำปลี และคะน้า. พยามยามเลี่ยงกันเองนะครับ
ที่มา http://m.matichon.co.th
ฤดูหนาวนี้...ปลูกอะไรถึงร่ำรวย และเป็นที่ต้องการของตลาด และ 10อันดับพืชที่ควรเลี่ยงปลูกช่วงพ.ย.-ธ.ค.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

